ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 3 เริ่มการทดสอบศิลาร้องขอชีวิต
"เจ้าชื่ออะไรนะ ข้าลืมถาม" ยูรันหันไปถามกับผู้หญิงข้างๆ
นางตอบกลับ "หลานชิงอวี้ แล้วเจ้าล่ะ"
ยูรันคิดสักครู่ ก่อนบอกชื่อตัวเอง "ยูรัน"
"ชื่อแปลกดีนะ ตระกูล ยู เหรอ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย" หลานชิงอวี้ทำสีหน้าแปลกใจ
"เจ้าเคยได้ยินสิแปลก โลกนี้ไม่มีตระกูล ยู สักหน่อย"
หลานชิงอวี้มึนงง "ก็แปลว่านี่เป็นชื่อปลอมรึเปล่า"
"ไม่ใช่ ยูรันคือชื่อข้าจริงๆนี่แหละ ถ้าอยากรู้ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟัง"
"ก็ได้" หลานชิงอวี้รีบถามต่อ "แล้วเจ้าลำดับที่เท่าไร? ข้าลำดับที่หกร้อยยี่สิบ"
"เอ่อ เจ็ดร้อย" ยูรันอึ้งไปพักหนึ่ง "เจ็ดร้อยเท่าไรนะ... อ้อ ลำดับเจ็ดร้อยสามสิบหก"
หลานชิงอวี้อึ้งไปเล็กน้อย [ เอาจริงดิ ผู้ชายคนนี้ลืมแม้กระทั่งลำดับในการเรียกสอบเนี่ยนะ จะไปรอดไหมเนี่ย ]
“ยอดเขาจันทรามาดูการสอบเองเลยหรือ”
“แม้แต่ผู้อาวุโสก็มาด้วย...”
“เห็นจน ๆ เงียบ ๆ เช่นนั้น แต่คนที่อยู่ยอดเขานั้นแต่ละคนไม่ธรรมดาเลยสักคน”
“เจ้าพูดถูก ยอดเขานั้นอาจไม่มีเงิน แต่มีแต่ตัวตึงทั้งนั้น”
เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นระลอก แล้วเงียบลงอย่างรวดเร็วเมื่อหลิงเยวี่ยนั่งลงบนที่นั่งของยอดเขาจันทรา
เย่อ้าวเทียนยิ้มให้ผู้คุมสอบและศิษย์สำนักที่ทำหน้าที่อยู่ด้านล่าง เขาไม่ได้วางท่า ไม่ได้แสดงอำนาจ เพียงกล่าวทักทายไม่กี่คำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผู้เข้าสอบหลายคนก็รู้สึกดีต่อเขาในทันที
[หืม ชื่อ เย่อ้าวเทียน? ในนิยายนี่มีแต่ชื่อนี้ ชื่ออย่างโหล พวกหลงอ้าวเทียน ฮั่วอ้าวเทียน เย่เทียน เย่เซียวเทียน เย่อ้าวเทียว ตลกสุดๆ]
ยูรันคิดในใจก่อนหันไปถามหลานชิงอวี้ "เจ้ารู้จัก เย่อ้าวเทียนไหม?"
หลานชิงอวี้ "รู้จักสิเขาโด่งดังจะตาย เห็นว่าผู้อาวุโสหลิง ตั้งให้เขาเป็นผู้สืบทอดยอดเขาจันทราด้วยนะ แถมตอนนี้เขาอยู่ระดับ แก่นทองคำขั้นกลางแล้วด้วย ทั้งๆ ที่พึ่งอายุ 23 ปี ถือว่าเร็วพอสมควร"
ยูรัน "เหรอ แล้วเจ้าชอบเขารึเปล่าหละ"
หลานชิงอวี้แก้มแดงระเรื่อ "ข้าเหรอ ข้าชื่นชมเขานะ เขาออกจะเก่ง ท่าเป็นไปได้ก็อยากคุยกับเขาสักครั้ง"
ยูรันคิดในใจ [ อืม ยัยนี่จบสิ้นแล้วสินะ ตามสูตรของนิยายมันต้องโดนจับไปเป็นเตาหลอม ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยเช็คด้วย เนตรพยากรณ์ แล้วกัน]
บนศาลาชมสอบ ไป๋หลิงที่กำลังอ่านรายชื่อผู้เข้าสอบอยู่ พลันชะงักมือ
สายตาของนางเหลือบมองไปยังชายหนุ่มชุดเทาที่กำลังยืนคุยกับผู้หญิงชุดขาวเรียก [ ชายคนนั้น... ข้ารู้สึกแปลกมากมองผ่านๆ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่พอตั้งใจมองแล้วรู้สึกแปลกประหลาดมากเหมือนกำลังมองมหาสมุทรไรก้นบึ้งอยู่เลย]
ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชายคนนั้น...”
หนานอวี้ที่กำลังนั่งขัดกระบี่อย่างเบื่อหน่ายเงยหน้าขึ้น “ศิษย์พี่รอง ท่านว่าอะไรนะ”
ไป๋หลิงไม่ได้ตอบทันที นางมองลงไปยังลานสอบ ท่ามกลางผู้คนนับร้อย ดวงตาของนางหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มชุดเทาผู้หนึ่งที่ยืนพิงต้นสนด้วยท่าทีเหมือนอยากนอนมากกว่าอยากเข้าสำนัก
เอกสารในมือระบุชื่อที่ใช้เข้าสอบไว้ชัดเจน 'ยูรัน ผู้เข้าสอบลำดับเจ็ดร้อยสามสิบหก'
หนานอวี้มองตามสายตานาง ก่อนเลิกคิ้ว “ศิษย์พี่รอง สนใจคน คนนั้นเหรอคะ? ดูๆ แล้วลมพัดก็ปลิวแล้วมั้งคะ”
[แถมยังหน้าตาเหมือนคนอดนอนมาสามวันอีกต่างหาก ยอดเขาเราจะรับคนแบบนี้เข้าสำนักจริงๆ เหรอ] หนานอวี้แอบคิดขำๆ ในใจพลางเบ้ปากเบาๆ
ไป๋หลิง "ไม่ใช่แบบนั้นหนานอวี้ พอตั้งใจมองดูดีๆ แล้วผู้ชายคนนั้นแปลกมาก"
หนานอวี้หรี่ตามองยูรันแล้วพูดเรียบๆ "ศิษย์พี่รองท่านคิดมากไปรึเปล่า ข้าดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร"
หลิงเยวี่ยเหลือบมองศิษย์ทั้งสองเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไร
ทว่าในฐานะเจ้าของยอดเขา สายตาคู่สวยของนางกลับจับจ้องไปที่ยูรันอย่างเงียบเชียบ [เด็กคนนั้น พอมองดูแล้วเหมือนอย่างไป๋หลิงบอกจริงๆ แปลกมาก นับว่าน่าสนใจ]
เย่อ้าวเทียนเองก็หันตามสายตาของไป๋หลิงลงไปยังชายหนุ่มชุดเทา รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอบอุ่น ทว่าแววตาลึกลงเล็กน้อยอย่างแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
[ แปลกจริง... ทำไมวาสนาของข้าถึงได้รู้สึกต่อต้านคนไร้ค่าแบบนั้น ] แววตาของเย่อ้าวเทียนวับวูบด้วยความเคลือบแคลง [ รากปราณก็สัมผัสไม่ได้ แต่กลับดึงสายตาของศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สามไปได้... ]
"ลำดับต่อไปหกร้อยยี่สิบ หลานชิงอวี้" เสียงของผู้อาวุโสคุมสอบวัยกลางคนประกาศก้อง
"ถึงตาข้าแล้ว ข้าไปก่อนนะ" หลานชิงอวี้บอก
ยูรันพยักหน้า
หลานชิงอวี้ เดินไปยังหน้าศิลาสำหรับทดสอบปราณ นางยื่นฝ่าแตะลงบนศิลา
วูบ!
ศิลาพลันส่องแสงสว่างนวลตาขึ้นมา มันเริ่มเปลี่ยนเป็น สีเขียวอ่อนประกายเงิน ซึ่งเป็นสีที่แปลกตาไปจากธาตุไม้ทั่วไป
ภายในส่วนลึกของเนื้อหิน ปรากฏเส้นแสงเล็กๆ สีเงินยวงนับสิบเส้นวิ่งพล่านพัวพันกันไปมา ดูคล้ายกับเส้นไหมที่กำลังถักทออยู่ใต้ผิวศิลาอย่างเป็นระเบียบ
ผู้อาวุโสที่คุมการทดสอบมองสัญลักษณ์เส้นแสงเหล่านั้นอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าและประกาศเสียงดัง
"รากปราณสายพิเศษ รากปราณไหมวิญญาณ ผ่านการทดสอบ!"
หนานอวี้รีบพูดขึ้น "ว้าว ท่านอาจารย์เด็กคนนั้นก็ใช้ได้นะคะ รากปราณไหมวิญญาณด้วย แถมยังอยู่ขั้น หลอมรวมปราณขั้นสูง แล้วด้วย"
หลิงเยวี่ยมองดูหลานชิงอวี้ [เด็กผู้หญิงคนใช้ได้ แต่ข้าสนใจเด็กผู้ชายคนนั้นมากกว่า]
หลานชิงอวี้เดินกลับมาอย่างสบายๆ "เห็นรากปราณของข้าแล้วเป็นยังไงบ้าง"
ยูรัน "งั้นๆ ข้าไม่ได้สนใจมากนักจะอะไรมันก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ"
หลานชิงอวี้เบะปาก "หึ ข้าจะรอดูของเจ้า"
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผู้เข้าสอบคนแล้วคนเล่าก้าวขึ้นไปทาบมือลงบนหินศิลาทมิฬ บ้างส่งเสียงร้องยินดีดั่งคนบ้าเมื่อแสงสีทองหรือแดงพุ่งสูง บ้างทรุดตัวลงคุกเข่าร่ำไห้ราวกับโลกถล่มเมื่อหินไม่ตอบสนองเลยสักนิด
และแล้ว... เสียงประกาศที่ชวนให้ยูรันรู้สึกรำคาญใจก็ดังขึ้นในที่สุด
"ลำดับที่เจ็ดร้อยสามสิบหก... ยูรัน!"
หลานชิงอวี้ "นี่ ตาเจ้าแล้วนะ เจ้าหลับระหว่างรอทดสอบเนี่ยนะ"
ยูรันเผลอหลับไปพักหนึ่ง ก่อนตื่นขึ้น "อ้อ อืมขอบใจที่ปลุกนะ พอดีมันน่าเบื่อมาก ก็เลยเผลอหลับ"
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพันที่เฝ้ามอง พอเห็นผู้เข้าสอบท่าทางง่วงนอน ขาแข้งดูไม่มีแรง แถมใบหน้ายังหมองหม่นราวกับคนอดนอนมาหลายวัน เสียงกระซิบกระซาบและเสียงหัวเราะเยาะหยันก็เริ่มดังระงมขึ้นทันที
"คนคนนี้... ไม่มีกลิ่นอายพลังปราณในร่างเลยไม่ใช่รึ?"
"ใช่แล้ว ท่าทางอมโรคขนาดนั้น ลมพัดแรงหน่อยคงได้ปลิวตกหน้าผาไปแน่"
"คนธรรมดาไร้ค่าชัด ๆ ยังกล้ามาเสนอหน้าสอบเข้าสำนักเราอีก"
เย่อ้าวเทียน ศิษย์เอกในชุดขาวลอบยิ้มมุมปากด้วยความสมเพชและถือดี แววตาอบอุ่นสไตล์สุภาพชนซ่อนเร้นความสะใจไว้มิดชิด [เจ้าคนไร้ค่า... ที่แท้ก็ไม่มีรากปราณนี่เอง คืนนี้เจ้าจะต้องถูกขับไล่ออกจากสำนักด้วยความอัปยศอย่างที่สุด]
ยูรันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าศิลา เขามองหินก้อนใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกกุมขมับลึก ๆ ในใจ
[เฮ้อ ถ้ายื่นนิ้วไปแตะ ไม่ใช่ว่ามันจะแตกหรอกนะ]
ทันใดนั้น จู่ ๆ หินศิลา พลันสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง! มันเริ่มสั่นสะเทือนครางกระหึ่มครืน ๆ จนแผ่นดินโดยรอบไหวระริก
วูบ—!
อักขระสีเงินยวบโบราณบนผิวหินหมุนคว้างบิดเบี้ยวสลับสับเปลี่ยนกันจนเกิดประกายเสียงดัง เปรี๊ยะ ๆ แสงสีเงินระเบิดพุ่งทะยานขึ้นฟ้าสว่างโล่จนคนทั้งลานสอบต้องยกมือขึ้นบังตา อักขระเงินเหล่านั้นวิ่งพัลวันมารวมตัวกันอย่างลนลานล้นพ้น ก่อนจะฉายเด่นหราเป็น 'ตัวอักษรยักษ์สีเงินสว่างจ้า' เพื่ออ้อนวอนขอชีวิตและร้องเรียนต่อสวรรค์...
"อย่าแตะข้า! ห้ามแตะ! ห้ามจิ้ม! ห้ามโดนตัวข้า!"
เสียงสั่นสะท้านของค่ายกลสะท้อนออกมาเป็นเสียงหวีดร้องโหยหวนแว่วดังขึ้นในหัวของผู้เข้าสอบ ผู้อาวุโส และศิษย์ทุกคนในบริเวณนั้นพร้อมกันดั่งปาฏิหาริย์ดนตรีสวรรค์! มันคือเสียงร้องไห้อ้อนวอนอย่างน่าเวทนาของจิตวิญญาณหินที่กำลังสติแตกกวนประสาทถึงขีดสุด
ลานสอบทั้งลานเงียบสงัดราวกับป่าช้า...
หลานชิงอวี้หน้าเหวอแดก อึ้งกิ่มกี่กับภาพที่ตรงหน้า (;゚Д゚)
[นี่มันเรื่องอะไรกัน?! หินตรวจรากปราณโบราณสืบทอดนับพันปี ทำไมถึงได้กลัวขยะแบบมันขนาดนั้น!] เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดในใจลนลานจนหัวหมุน
ไป๋หลิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ม้วนกระดาษรายชื่อในมือหลุดร่วงลอยไปตามลมโดยที่นางไม่รู้ตัว [หิน ส่งข้อความอ้อนวอนห้ามแตะต้อง ไม่ให้เขาจิ้ม เนี่ยนะ!]
หนานอวี้ปล่อยกระบี่เล่มงามหลุดมือเสียงดัง แกร๊ง นางตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองสามทีอย่างปัญญาอ่อน ก่อนจะหันมามองหน้าไป๋หลิงและหลิงเยวี่ยอย่างเลิ่กลั่ก "ท่านอาจารย์... ศิษย์พี่รอง... ข้า... ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? หินนั่นมันส่งข้อความบอกว่าอย่าแตะเนี่ยนะ!?"
"เขายังไม่ได้ทันทำอะไรด้วยซ้ำ" หลิงเยวี่ยพึมพำเสียงแผ่วเบา มุมปากยกยิ้มจาง ๆ อย่างปลาบปลื้มใจอย่างเหลือแสน [ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจและกวนประสาทถูกใจข้ายิ่งนัก]
จังหวะนั้นเอง ยูรันกลับเอียงคอเงยหน้าส่งยิ้มกวน ๆ พร้อมโบกมือให้หนานอวี้อย่างเป็นมิตร [หนานอวี้สินะ]
หนานอวี้สะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนขึ้นริ้วแดงระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้ นางรีบสะกิดคนข้าง ๆ "ศิษย์พี่รองตะกี้ เขาโบกมือยิ้มให้ข้ารึเปล่า" พลางก้มมองยูรันด้านล่างแล้วแอบคิดในใจอย่างกระวนกระวาย
หลังจากนั้นยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาพูดกับก้อนหินยักษ์ตรงหน้าหน้าตาเฉย "ไม่เอาน่า ข้ายังไม่ทันจิ้มเลย ให้ข้าจิ้มเจ้าสักหน่อยเถอะ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองมีรากปราณอะไร" ทว่าในใจของเขานั้นกลับเตลิดไปไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็น
[ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีหรอก รากปราณ ไร้สาระ แต่ข้าชอบแกล้งคนโทษทีนะ วันนี้เจ้าต้องตัวแตกแล้วละ]
แล้วยูรันก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้น หมายจะจิ้มหินศิลาอีกครั้ง!