ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 4 : แม้แต่บันไดและกระจกยังร้องขอชีวิต?
ครืนนนนน—!
รอบนี้ หินศิลา พยายามสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เพื่อพยายามที่จะเคลื่อนที่ ถอยหลังเพื่อสไลด์หนี ให้ไกลจากผู้ชายคนนี้
วูบ—!
ตัวอักษรปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ตัวอักษรวิ่งสลับขยายใหญ่เบียดกันจนแทบอ่านไม่ออก ...
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
"ช่วยด้วย อย่าให้ผู้ชายคนนั้นแตะข้า หยุดเขาที ข้าขอร้อง"
ผู้เข้าสอบ ผู้อาวุโส และศิษย์ในลานต่างพากันอึ้งทึ่งจนตาแทบถลน สมองเหวอแดกไปตาม ๆ กันด้วยเหตุผลสองข้อใหญ่...
หนึ่งคือหินศิลาโบราณอายุนับพันปีขยับวิ่งหนีได้!
และสองคือหินเทพมันกำลังร้องโฮขอชีวิตจากมนุษย์คนหนึ่ง!
หลานชิงอวี้ถึงกับสบถด่าออกมาในใจ [เหี้ยอะไรคะเนี่ย?! หินมันกำลังพยายามถอยหนีเนี่ยนะ]
ยูรันเห็นหินศิลาโบราณพยายามสไลด์ตัวหนีออกห่าง ชายหนุ่มเพียงเลิกคิ้วมองอย่างนึกสนุก ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินตามไปติด ๆ หมายมั่นปั้นมือว่าจะจิ้มมันให้ได้ในวันนี้!
ค่ายกลภายในหินส่งเสียงสะท้อนกรีดร้องลั่นในหัวสมองของทุกคนโหยหวน...
"อ๊ากกกกกกกกกกกก ม่ายยยยยยยยยยยยย อย่าเข้ามาาาาาาาา ยาเมะเตะกุดาไซซซซซซซซ!!!"
แปะ—!
ในที่สุด ปลายนิ้วชี้ของยูรันก็สัมผัสโดนผิวศิลาทมิฬเบา ๆ ชนิดไร้ซึ่งการโคจรพลังยุทธ์ใด ๆ
ชั่วพริบตานั้น อักขระสีเงินสว่างจ้าทั้งหมดพลันสลายหายวับไปในพริบตา เสียงหวีดร้องโหยหวนในหัวของทุกคนเงียบกริบลงทันควัน ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าปกคลุมลานสอบโดยไม่มีใครปริปากพูดคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว เพราะต่างพากันช็อกตาตั้งกับเหตุการณ์ลวงโลกที่เกิดขึ้น...
หนึ่งลมหายใจผ่านไป...
สองลมหายใจผ่านไป...
สามลมหายใจผ่านไป...
ครืน—!
จู่ ๆ หินศิลาทมิฬโบราณขนาดยักษ์ตรงหน้าพลันทรุดฮวบลงมา ก่อนจะแตกร่อนและแตกสลายกลายเป็น 'กองเถ้าธุลีสีเทาละเอียด' กองราบอยู่บนพื้นศิลาขาวในพริบตาเดียวโดยไร้ซึ่งประกายแสงรากปราณใด ๆ หลงเหลือ!
ทุกคนในลานสอบพากันอ้าปากค้าง สมองเหวอแดกเป็นรอบที่สามของวันโดยสมบูรณ์แบบ!
หลิงเยวี่ยจ้องมองกองเถ้าธุลีสีเทาด้วยดวงตาปลาบปลื้มประดับความลึกล้ำ [น่าสนใจ น่าสนใจมาก ข้าจะเอาเด็กนี่มาอยู่ยอดเขาข้า]
หนานอวี้เบิกตากว้างพลางยกมือตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองสามทีเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ฝันไป [หินมันสไลด์หนีแถมร้องโฮยังไม่พอ นี่ยังโดนเขาจิ้มจนแตกกลายเป็นฝุ่นผงเลยรึ?! น่ากลัวชะมัด แต่เมื่อกี้เขายังมีอารมณ์โบกมือยิ้มให้ข้าอีก เจ้าคนคนนี้นับวันยิ่งดูน่าสนใจชะมัด! แถมยังหล่อด้วย!]
เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดจนลิ้มรสคาวเลือดคละคลุ้งในปาก แววตาเคียดแค้นฉายความตระหนกออกมาอย่างปิดไม่มิด [มันใช้วิชาชั่วต้องห้ามแน่ๆ! แล้วทำไมท่านอาจารย์ถึงมองมันด้วยความพึงใจขนาดนั้น!]
ผู้คุมสอบตัวสั่นเทาประหนึ่งใบไม้ต้องพายุ จ้องมองกองฝุ่นขี้เถ้าสลับกับใบหน้าเอื่อยเฉื่อยของยูรัน สมองอันมึนตื้นประมวลผลอะไรไม่ได้อีกต่อไป เขาพยายามโค้งตัวบันทึกสมุดทะเบียนด้วยมือที่สั่นระริก
"เอ่อ... หิน... หินกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว... แต่ไม่มีแสงแดงแจ้งเตือนตก... ดังนั้น... ลำดับที่เจ็ดร้อยสามสิบหก... ยูรัน... ผ่านด่านแรกแบบพิเศษสุด ๆ... ไปรอด่านสอง!"
"เฮ้ย! หินระเบิดเป็นขี้เถ้าเนี่ยนะผ่านด่านแรก?!" เสียงผู้เข้าสอบโวยวายลนลานตัวสั่นพั่บ ๆ ทว่าไม่มีใครกล้าสบตาหรือเฉียดเข้าใกล้ร่างของยูรันเลยสักคน
ยูรันเดินกลับมาที่เดิม พร้อมถามหลานชิงอวี้ "เป็นไง? ตะกี้นี้ข้าเห็นเจ้าอ้าปากค้างเลยนะ"
หลานชิงอวี้กระพริบตาปริบๆ "เจ้าทำอะไรลงไปน่ะ ทำไมมันถึงร้องขอชีวิต ถึงกับพยายามหนีด้วยซ้ำ"
ยูรันตอบ "อ้อ มันก็แค่กลัว มันก็เลยถอยไงเล่า ปกติเวลากลัวใครบ้างจะไม่วิ่งหนี จริงไหม?"
หลานชิงอวี้ฟังแล้วก็ตอบกลับไม่ได้เพราะเหมือนจะมีเหตุผลแต่ก็ขัดกันไม่รู้ว่าขัดกันตรงไหน "ก็จริงนะ"
เสียงกลไกหนักอึ้งของค่ายกลสำนักชั้นนอกดังครืนครั่นประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงกลางวันแสก ๆ สัญญาณเริ่มการทดสอบด่านที่สองเปิดฉากขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีคูณเป็นเท่าตัว เบื้องหน้าของผู้เข้าสอบที่เหลือรอดกว่าห้าร้อยคน คือ ‘บันไดเจตจำนง’ ด่านนี้วัดกันที่ ‘จิตใจ’ และ ‘ความอดทน’ ล้วน ๆ
"การทดสอบด่านที่สอง! ผู้ที่ก้าวขึ้นไปไม่ถึงขั้นที่ห้าสอบภายในหนึ่งชั่วยาม ปรับตกทันที" เสียงผู้คุมสอบประกาศก้อง
พรึบ!
ทุกคน พุ่งตัวออกไปทันที ผ่านไปแปปเดียว แค่ชั้นที่ห้า ก็เริ่มมีเหงื่อขึ้นมาบนใบหน้าหลายคน จังหวะหายใจที่เคยสม่ำเสมอแปรเปลี่ยนเป็นหอบกระชั้นชำเลือง ร่างกายเริ่มหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้
เย่อ้าวเทียนนั่งกอดอกมองลงมาด้วยสายตาเย็นชาและแฝงแววถือดี
[หึ ด่านบันไดเจตจำนงนี้ไม่มีทางโกหก ข้าจะคอยดูว่ามันจะคลานขึ้นบันไดยังไง]
ทว่า... สิ่งที่เย่อ้าวเทียนคาดหวังและเฝ้ารอ กลับไม่ได้เกิดขึ้นเลยสักนิด
ยูรันมอง หลานชิงอวี้ที่กำลังจะเดินขึ้นบันได "เดี๋ยวก่อน เดินขึ้นพร้อมกันดีกว่า เจ้าจะได้ไม่เหนื่อยไง"
หลานชิงอวี้หยุดชะงัก "ข้าไม่เข้าใจ ด่านนี้วัดกันที่จิตใจ และความอดทน เจ้ากำลังจะบอกว่ามีทางลัดรึไง"
ยูรัน "ก็น่าจะใช่นะ ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าไรว่ามันเรียกว่าทางลัดรึเปล่า"
หลานชิงอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนพูด "เจ้านี่ก็ช่างเพ้อเจ้อ บันไดเจตจำนงนี่มันโกงไม่ได้นะ"
ยูรันรีบยกมือห้าม "พนันกันไหมล่ะ ว่าข้ามีวิธี"
หลานชิงอวี้ชะงัก "พนัน? "
"ใช่พนัน ถ้าข้าไม่มีวิธี ข้าจะบอกความลับให้หนึ่งอย่าง เรื่องอะไรก็ได้"
หลานชิงอวี้หรี่ตา "แล้วถ้าเจ้าชนะ"
ยูรัน "ก็ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้อยากได้อะไรนี่ พนันดูไหมหละ ไม่มีอะไรเสียเปรียบนะ"
หลานชิงอวี้เม้มปาก "ก็ได้"
ยูรันยื่นมือออกไป "เอ้า จับมือไว้"
หลานชิงอวี้หน้าแดง "จะ เจ้า หลอกจับมือข้ารึเปล่าเนี่ย"
ยูรัน "ก็น่าจะใช่นะ ข้าชอบหลอกแต๊ะอั๋งซะด้วยสิ แล้วจะจับไม่จับ?"
หลานชิงอวี้กัดฟันพร้อมยื่นมือไปจับ
ทั้งคู่กำลังจะเดินขึ้นบันได้ด้วยกันจนกระทั่งวินาทีที่เท้าของยูรันกำลังจะแตะบันได
จู่ ๆ บันได พลันสั่นสะเทือนสั่นไหวอย่างโกลาหลระเบิดรุนแรง!
วูบ—!
อักขระสีเงินยวบบนหินขั้นแรกพลันเปลี่ยนตัวสลับสับเปลี่ยน วิ่งกรูเรืองแสงสว่างโร่ขึ้นมาเป็นข้อความตัวหนังสือสีเงินเด่นหราเตะตาทุกคนบนลานสอบ...
'อย่าเหยียบข้า! ได้โปรด... ข้าอ้อนวอนล่ะ! อย่าเอาเท้าของท่านมาโดนข้าเด็ดขาด!!!'
หลานชิงอวี้อ้าปากค้างสติหลุดไปอีกรอบ
ทุกคนในลานสอบที่กำลังก้าวขาปีนบันไดอยู่ ถึงกับหยุดกึก แข็งทื่อเป็นหินสลัก และงงเป็นไก่ตาแตกยิ่งกว่าเก่า!
บันไดเจตจำนงโบราณที่สัมผัสได้ถึงปลายนิ้วเท้าของยูรันที่กำลังจะยกลอยขึ้นมาเหยียบขั้นที่สอง มันสติแตกหวาดกลัวสุดชีวิตจนแทบคลั่ง! เพื่อเอาตัวรอดจากการบดขยี้...
ครืนนนนนนน—!
ท่ามกลางสายตาช็อกตาตั้งของคนนับพัน บันไดแปรสภาพกลายเป็น "โหมดบันไดเลื่อน VIP" ในทันตา
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ผู้เข้าสอบอัจฉริยะตระกูลใหญ่คนอื่น ๆ ที่กำลังนอนคว่ำหน้า เนื้อตัวสั่นระริก คลานเข่าจิกหินน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลด้วยแรงกดดันมหาศาล... ต่างพากันแหงนหน้ามองยูรันและหลานชิงอวี้ที่กำลังยืนนิ่งสบาย ๆ บนบันไดเลื่อน VIP
บนศาลาชมสอบชั้นสูง บรรยากาศเงียบกริบจนน่าสะพรึงกลัว เย่อ้าวเทียนอ้าปากค้างกว้างจนนิ้วยัดเข้าไปได้สามนิ้ว สองตาแทบทะลุออกจากเป้าจ้องมองบันไดเลื่อนโบราณสีเงินยวบ
[บ้าไปแล้ว! โลกใบนี้มันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!]
ไป๋หลิงและหนานอวี้พากันขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนานอวี้ถึงกับหลุดขำคิกคักร่าเริงอย่างบ้าคลั่ง "ศิษย์พี่รอง... ยูรันผู้นี้มันตลกเกินไปแล้ว ข้าชักอยากได้เขามาอยู่ยอดเขาจันทราแล้วสิ!"
หลิงเยวี่ยจ้องมองบันไดเลื่อน VIP ด้วยแววตาพึงใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เพียงไม่กี่อึดใจทั้งสองก็ผ่านด่านได้อย่างง่ายดาย เตรียมรอสอบเข้าด่านสุดท้าย
ยูรันหันไปถามหลานชิงอวี้ "เป็นไง สบายไหมหละ"
หลานชิงอวี้ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะยังไม่หายงงเป็นไก่ตาแตก
ผู้เข้าสอบที่เหลือไม่ถึงร้อยคนมายืนรวมกันหน้ากระจกส่องชะตา
ด่านสุดท้ายนี้ว่ากันว่าใช้อ่านวาสนาและเงาลางของผู้เข้าสอบ หากกระจกฉายมังกรทอง ดอกบัวเก้ากลีบ หรือวิหารสวรรค์ คนผู้นั้นย่อมถูกนับเป็นอัจฉริยะที่สำนักต้องแย่งตัวไว้
แต่ตอนนี้ ไม่มีใครสนใจนิมิตมงคลพวกนั้นแล้ว
สายตาแทบทุกคู่มองไปที่ยูรัน
ในใจของทุกคนมีคำถามเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
กระจกนั่น... จะร้องอีกไหม?
และแล้ว... เสียงประกาศคิวสุดท้ายที่ทุกคนในลานสอบต่างรอคอยด้วยความสับสนและหวาดระแวงก็ดังขึ้น
"ลำดับที่เจ็ดร้อยสามสิบหก... ยูรัน!"
ทันทีที่ยูรันขยับสบตากับเงาสะท้อนของตนเองในกระจกตรง ๆ!
กึก... ครืนนนนนนนนน!
จู่ ๆ กระจกพลันสั่นสะเทือนสั่นไหวระริกอย่างบ้าคลั่งรุนแรง! ตัวกรอบกระจกทองเหลืองบิดเบี้ยวเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนเสียรูป
วูบ—!
ตัวหนังสือขนาดใหญ่สั่นไหวระริกด้วยความกลัวตกใจขั้นสุดยอดก็ปรากฏขึ้นมา
'อย่ามองข้า! ห้ามส่อง! ห้ามสะท้อน!'
ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ ทว่าเสียงกรีดร้องของกระจกยังสะท้อนเข้ามาในหัวของทุกคนในลานสอบเสียงหลง:
[กรี๊ดดดดดดด! ใครก็ได้ช่วยเอาผ้าดำมาปิดตาผู้ชายคนนั้นที! ข้าจะแตกสลายแล้ว! ม่ายยยยยย!!!]
คราวนี้ไม่มีใครรีบโวยวายทันที
ทั้งลานสอบเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ราวกับทุกคนเพิ่งได้รับคำตอบที่ไม่อยากได้ยินที่สุด
"...มันร้องจริงด้วย"
ใครบางคนพึมพำเสียงแห้ง
อีกคนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก "ศิลา บันได แล้วก็กระจก... ของทดสอบทั้งสามด่านกลัวเขาหมดเลยงั้นเหรอ"
กระจกที่แสนเย่อหยิ่งและศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้สติแตกหวาดกลัวสุดชีวิตจนแทบคลั่ง! มันรู้ดีว่าหากชายหนุ่มตรงหน้าก้าวเข้ามาจ้องมอง มันจะระเบิดเป็นผุยผงเหมือนศิลาทันที เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง...
ครืนนนนนนน—!
กระจกส่องชะตาพยายามบิดตัวหลบ เอากระจกชี้หน้าลงที่พื้นดินเพื่อหนีป้องกันไม่ให้ยูรันเข้ามาส่องตัวมัน
ตัวอักษรขึ้นมาที่ผิวกระจกที่ก้มหัวปักดินหนี:
'ม่ายยยยยยยยยยย อย่ามองข้า! อย่าส่องข้าเลย! ข้าดับแล้ว! ข้ามืดสนิทแล้ว! ชะตาของท่านข้าไม่รู้! สวรรค์ช่วยด้วย!'
ยูรันเห็นดังนั้นก็จึงหยุดแล้วพูดออกมาอย่างนึกสนุก "เอาหละๆ ข้าแกล้งหินไปแล้ว แกล้งกระจกอีกก็คงดูไม่ดีเท่าไร"