คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 5 หอพักซอมซ่อ (1)7,811 ตัวอักษร

ตอนที่ 5 หอพักซอมซ่อ (1)

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เอียงคอเงยหน้าขึ้นไปมองศาลาชมสอบชั้นสูง ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกและส่งยิ้มพิมพ์ใจทักทายหนานอวี้อีกครั้งอย่างเป็นมิตรเป็นรอบที่สองของวัน

ทุกคนในลานสอบพากันอ้าปากค้าง สมองเหวอแดกไปตาม ๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้! แม้แต่กระจกชะตายังถึงขั้นมุดหัวก้มกราบอ้อนวอนเพื่อหนีหน้าเขา!

หลิงเยวี่ยจ้องมองความว่างเปล่าที่มืดสนิทด้วยดวงตาปลาบปลื้มประดับความลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม

[ทั้งหิน ทั้งบันได ทั้งกระจก ยังต้องร้องขอชีวิต ถูกใจข้าเสียจริง ข้าต้องเอาตัวมาให้ได้]

ไป๋หลิงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ สมองที่เชี่ยวชาญการประเมินวิเคราะห์พังทลายไม่เหลือชิ้นดี

[ด่านทดสอบที่หนึ่งสลาย ด่านที่สองสยบ ด่านที่สามถึงกับก้มหัวหลบเลี่ยงสายตา... นี่มันภัยพิบัติเคลื่อนที่ชัด ๆ!]

หนานอวี้เบิกตากว้างพลางยกมือตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองสามที ใบหน้าเนียนขึ้นริ้วแดงระเรื่อยลามไปถึงใบหูอย่างปัญญาอ่อนรอบสอง

[กรี๊ดดดด! เขาหันมาโบกมือยิ้มให้ข้าอีกรอบแล้ว! บ้าจริง... เจ้าบ้านี่พอมองดูใกล้ ๆ แล้ว หล่อกวนประสาทแถมยังอันตรายสุด ๆ ไปเลยแฮะ! แม้แต่กระจกชะตาก็ยังไม่กล้าส่องเขาเลย!]

เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดจนลิ้มรสคาวเลือดคละคลุ้งในปาก สองตาเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้นระคนหวาดตระหนกสุดขีด

[เป็นไปไม่ได้! ชะตาของข้าคือมังกรทองจักรพรรดิเหนือสวรรค์ แต่เขากลับอยู่เหนือชะตากรรมจนกระจกต้องก้มกราบหัวซุกแผ่นดินหนีการสะท้อนกรรม! ข้าต้องหาทางขับไล่มันไปให้ได้! เริ่มแผนพรุ่งนี้เช้าเลย]

ผู้คุมสอบตัวสั่นเทาประหนึ่งใบไม้ต้องลม สมองอันมึนตื้นประมวลผลอะไรไม่ได้อีกต่อไป เขามองดูผงทองแดงที่ลอยไปตามสายลม ก่อนจะก้มลงโค้งตัวบันทึกสมุดทะเบียนด้วยมือที่สั่นระริก

"เอ่อ... กระจก... กระจกก้มหน้ามืดสนิทสยบไปแล้ว... แต่ไม่มีแสงสีแดงแจ้งตก... ดังนั้น... ลำดับที่เจ็ดร้อยสามสิบหก... ยูรัน... ผ่านด่านสามระดับพิเศษสุด ๆ ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว... ผ่านการทดสอบเข้าสำนัก!"

ยูรันเดินเข้ามาหาหลานชิงอวี้ "สรุปว่ายังไง เจ้าหายงงรึยัง "

หลานชิงอวี้ยืนเงียบอยู่นาน นานจนยูรันเริ่มสงสัยว่านางยังหายใจอยู่หรือไม่

เขายื่นมือไปโบกตรงหน้านางเบา ๆ "นี่ ยังอยู่ไหม"

หลานชิงอวี้ค่อย ๆ หันมามองเขา ดวงตายังว่างเปล่าเหมือนคนเพิ่งเห็นโลกทั้งใบหักครึ่งต่อหน้าต่อตา

"ศิลา... บันได... กระจก..."

นางสูดลมหายใจลึก ก่อนถามด้วยเสียงแห้ง "เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติไหม"

ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง "สำหรับข้ามันก็ปกตินะ "

หลานชิงอวี้จ้องเขานิ่ง

ยูรันหัวเราะเบาๆ ก่อนเสริม "อ๋ออออ พวกเจ้าไม่เคยเห็นนี่ เพราะงั้น มันอาจจะไม่ปกติก็ได้"

หลานชิงอวี้กุมขมับ นางรู้สึกว่าหากคุยกับผู้ชายคนนี้ต่อไปอีกสักครึ่งชั่วยาม สติของนางอาจถูกขัดจนบางกว่ากระดาษ

แต่นางก็ยังถามออกมา "เจ้าเป็นใครกันแน่"

ยูรันมองนาง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ "ยูรัน"

"ข้าไม่ได้ถามชื่อ"

"ความลับ อย่าถามมากกว่านี้เลย ไว้ถึงเวลาข้าจะบอกเจ้าเอง ข้าสัญญา"

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนเดิม ทว่าคำว่า 'ข้าสัญญา' กลับนิ่งกว่าทุกประโยคก่อนหน้าเล็กน้อย

หลานชิงอวี้ชะงักไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะทันได้ถามอะไรต่อ ปลายนิ้วของยูรันก็ยื่นมาหยิกแก้มนางเบา ๆ สัมผัสนั้นไม่ได้แรงเลย

แต่มันกลับทำให้หัวใจของนางสะดุดไปหนึ่งจังหวะอย่างน่าหงุดหงิด

หลานชิงอวี้รีบปัดมือเขาออก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

"อย่ามาหยิกแก้มข้านะ"

นางพูดเสียงแข็ง ทว่ากลับรู้ดีว่าเสียงของตนไม่ได้แข็งเท่าที่ตั้งใจไว้

[บ้าไปแล้ว ข้าต้องตกใจเรื่องศิลา บันได แล้วก็กระจกอยู่สิ ทำไมต้องมาใจเต้นเพราะคนกวนประสาทแบบนี้ด้วย]

ทันใดนั้น หลิงเยวี่ยลงมาจากศาลาชมสอบ

เพียงนางปรากฏตัว เสียงซุบซิบทั้งลานก็เบาลงทันที

หลิงเยวี่ยมองยูรันด้วยแววตาพึงใจ ก่อนหันไปมองหลานชิงอวี้

"ยูรัน หลานชิงอวี้ จากวันนี้พวกเจ้าเป็นศิษย์ของยอดเขาจันทรา"

"ให้ ยูรันเป็นลำดับที่แปด ส่วนเจ้าหลานชิงอวี้ลำดับที่เก้า"

ทั้งลานเงียบกริบ

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง "ข้า... ข้าด้วยหรือเจ้าคะ"

หลิงเยวี่ยหมุนตัวเดินนำออกจากลานสอบทันที

"ตามข้ามา"

หลานชิงอวี้ยังยืนงงอยู่กับที่ จนยูรันต้องยื่นมือไปโบกตรงหน้านางอีกครั้ง

"ไปกันเถอะ ศิษย์น้องร่วมยอดเขา"

"เจ้าอย่าพูดเหมือนเรื่องนี้ปกติได้ไหม"

"ก็เราถูกเลือกแล้ว"

"ถูกเลือกโดยอะไร โดยของทดสอบที่กลัวเจ้าจนร้องไห้น่ะหรือ"

"ฟังดูยิ่งใหญ่ดีออก"

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก พยายามบอกตัวเองว่าอย่าเถียงกับเขา อย่าเถียงกับเขา อย่าเถียงกับเขา

แต่หัวใจของนางกลับยังเต้นผิดจังหวะอยู่เล็กน้อย

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุการณ์บ้าคลั่งเมื่อครู่ หรือเพราะรอยยิ้มกวนประสาทของคนข้าง ๆ กันแน่

สายลมเย็นพัดผ่านม่านหมอกเหนือสำนักเมฆาจันทร์

บนกระบี่บินของหนานอวี้ ยูรันยืนโอนเอนไปมาด้วยท่าทางเหมือนพร้อมหลับได้ทุกเมื่อ ส่วนหลานชิงอวี้ยืนเกร็งอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อแน่น ดวงตายังหลงเหลือความว่างเปล่าจากเหตุการณ์ในลานสอบ

ศิลา บันได กระจก

ของทดสอบสามด่านร้องขอชีวิตต่อหน้าผู้ชายคนนี้หมดแล้ว

นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรตกใจต่อ หรือควรเริ่มชินเสียที

"นี่... ยูรัน เจ้ายืนดี ๆ หน่อยสิ" หนานอวี้หันมาเตือน "ถ้าตกลงไป ข้าไม่ลงไปเก็บเศษซากของเจ้าหรอกนะ"

[เจ้าบ้านี่... ตัวเบาหวิวราวกับปุยฝ้าย แถมยังทำท่าจะหลับคาหลังกระบี่บินของข้าอีก ช่างเป็นคนธรรมดาที่ใจกล้าบ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาเลยจริง ๆ]

"อืม ขอบคุณศิษย์พี่สามที่เป็นห่วง" ยูรันตอบเนือย ๆ "แต่ข้าง่วงนิดหน่อย"

หลานชิงอวี้หันขวับมองเขาทันที "เจ้ากำลังจะหลับบนกระบี่บินเนี่ยนะ"

"ใช่ ข้าหลับได้ทุกที่นั่นแหละ"

นางอ้าปากเหมือนอยากด่า แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง เพราะรู้สึกว่าถ้าเถียงกับเขาตอนนี้ สติของนางอาจแตกก่อนถึงยอดเขา

ไม่นานนัก กระบี่บินของหนานอวี้และเงาร่างสีขาวอันสง่างามของหลิงเยวี่ยกับไป๋หลิงก็ร่อนลงสู่พื้นดินของ 'ยอดเขาจันทรา'

ทันทีที่สองเท้าของยูรันแตะพื้น ชายหนุ่มก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ยอดเขาจันทราแห่งนี้ตั้งอยู่บนพิกัดที่ห่างไกลและโดดเดี่ยวที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหมดของสำนักเมฆาจันทร์ ทิวทัศน์โดยรอบเงียบสงบประดุจป่าร้างที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงนกร้องแว่วดังมาตามสายลม และเสียงใบไม้ไผ่เสียดสีกันดังซอกแซก

เบื้องหน้าของเขาคือตำหนักใหญ่ของยอดเขาจันทรา...

หลังคาตำหนักมุงด้วยกระเบื้องสีครามที่บัดนี้แตกหักเสียหายไปกว่าครึ่ง เสาไม้สีแดงชาดลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้สีซีดด้านใน มีเถาวัลย์และมอสสีเขียวชอุ่มชอนไชขึ้นไปตามรอยแตกประหนึ่งเป็นของตกแต่งธรรมชาติ รอยจารึกตราจันทร์เสี้ยวประจำยอดเขาที่ควรจะเรืองรองสง่างาม บัดนี้กลับมีหยากไย่ใยแมงมุมขนาดยักษ์เกาะกุมแน่นหนาจนมองแทบไม่ออกหลานชิงอวี้เงยหน้ามองตำหนักใหญ่ด้วยสีหน้าค่อย ๆ แข็งค้าง

[นี่คือยอดเขาจันทราจริง ๆ เหรอ... ไม่ใช่ว่าพวกเราบินลงผิดตำหนักร้างใช่ไหม]

"เอาละ... นี่คือตำหนักใหญ่ยอดเขาจันทราของพวกเรา" ไป๋หลิง ศิษย์พี่รองผู้เย็นชาเอ่ยขึ้นพลางไอคอกแคกเล็กน้อยเพราะฝุ่นที่ลอยฟุ้งยามก้าวเท้าเดิน "มันอาจจะ... ดูเงียบสงบไปบ้าง แต่ก็นับเป็นสถานที่ฝึกตนชั้นยอดที่ไร้ผู้คนรบกวน"

[เงียบสงบกะผีน่ะสิ! หลังคารั่วจนฝนตกทีคลังบัญชีของข้าแทบกลายเป็นสระน้ำอยู่แล้ว เงินที่จะเอามาซ่อมแซมก็ไม่มีสักเหรียญวิญญาณเดียว หากข้าไม่แอบไปขุดสมุนไพรป่ามาขายประทังชีวิต ยอดเขาจันทราคงได้ล้มละลายกลายเป็นยอดเขาร้างไปนานแล้ว! เจ้ายูรันนี่เห็นสภาพแบบนี้แล้วจะร้องไห้ขอลาออกทันทีเลยไหมนะ?]

ยูรันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้ารับคำราบเรียบ

"เงียบสงบจริง"

หลานชิงอวี้เหลือบมองหลังคาที่มีรูโหว่จนเห็นฟ้าได้ชัดเจน แล้วรู้สึกว่าคำว่าเงียบสงบของยอดเขานี้ อาจมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าไม่มีเงินมากกว่า

หลิงเยวี่ย อาจารย์ผู้งดงามหันมามองยูรันด้วยสายตาเรียบเนียนดั่งผิวน้ำ

"ยูรัน ในเมื่อเจ้าเข้ามาในฐานะศิษย์กวาดใบไม้ประจำยอดเขา ข้าจะจัดสรรที่พำนักที่เหมาะสมและเงียบสงบที่สุดให้แก่เจ้า"

นางเหลือบมองหลานชิงอวี้ต่อ

"ส่วนหลานชิงอวี้ ไปอยู่เรือนศิษย์หญิงฝั่งตะวันตก"

หลานชิงอวี้รีบประสานมือ "เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"

หลิงเยวี่ยพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน "ไป๋หลิง หนานอวี้ พาพวกเขาไปที่ 'หอพักริมสระมรกต' ท้ายยอดเขาเถอะ"

"ฮะ?! ท่านอาจารย์จะให้เขาไปนอนที่นั่นจริง ๆ เหรอเจ้าคะ?!" หนานอวี้ร้องลั่นด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนฉายแววไม่ยินยอมลึก ๆ

[หอพักริมสระมรกตนั่นมันรกร้างมาเกือบห้าสิบปีแล้วนะเจ้าคะ! หลังคาก็พัง ไม้ก็ผุจนแทบจะถล่มลงมาทับคนตาย สระมรกตที่เคยงดงามตอนนี้ก็กลายเป็นสระน้ำเน่าขุ่นเขียวอื๋อที่มีแต่ฝูงกบฝูงเขียดร้องเพลงส่งเสียงดังทั้งคืน คนธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณป้องกันตัวอย่างยูรันจะไปทนอยู่ในสภาพแบบนั้นได้อย่างไรกัน! ท่านอาจารย์ช่างเลือดเย็นเกินไปแล้ว!]

หลานชิงอวี้ชะงักทันที

[เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อครู่ศิษย์พี่สามคิดคำว่า 'ทับคนตาย' ใช่ไหม สีหน้านั่นมันเขียนอยู่ชัดมากเลยไม่ใช่เหรอ]

ยูรันหันไปมองหนานอวี้ "แปลว่าที่นั่นเงียบมาก?"

หนานอวี้หัวเราะแห้ง "ก็... เงียบในบางช่วง"

ไป๋หลิงหลับตาลงเล็กน้อย "โดยเฉพาะช่วงที่กบหยุดร้อง"

หลานชิงอวี้รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที

หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบคำถามของศิษย์น้องสาม นางเพียงปรายสายตาเย็นชามาที่ยูรันหนึ่งครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินหายลับเข้าไปในตำหนักใหญ่อย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงคำพูดเนิบนาบแผ่วเบา

"ทำตามที่บอก"