ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 7 แอบทิ้งป้าย
เนตรพยากรณ์เปิดออกอย่างเงียบงัน
ข้อมูลจำนวนมากค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในความมืดหลังเปลือกตา บางชื่ออยู่ใกล้ บางชื่ออยู่ไกล และบางชื่อก็โผล่มาอย่างไม่มีเหตุผลจนยูรันเริ่มปวดหัวตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านจริงจัง
ยูรันมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"หืมมมม มี หลานชิงอวี้ หนานอวี้ ไป๋หลิง หลิงเยวี่ย"
ชื่อทั้งสี่ปรากฏขึ้นก่อนใคร พร้อมข้อมูลสั้น ๆ ที่มากพอให้รู้ว่ายอดเขาจันทราไม่ได้สงบอย่างที่เห็น
ยูรันกะพริบตาช้า ๆ
"เซี่ยเยว่หลี? ใครวะ"
ชื่อนั้นโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ไกลออกไปจากยอดเขาจันทราพอสมควร แต่กลับเกี่ยวข้องกับเขาอย่างหน้าตาเฉย
เขานอนตะแคง เปลี่ยนท่าให้นอนสบายขึ้น แล้วปล่อยให้รายชื่ออื่น ๆ ค่อย ๆ ไหลผ่านในเนตรพยากรณ์
"แล้วนี่ใครอีก โม่ชินเฟิง? เซียวซินเยวี่ย? หลัวจินหยาง? หลัวจินเยว่? ลู่ชิงถาน? เซี่ยหลานอิง? สุ่ยหลานอิง? สุ่ยหลานซี? เฟิงซูหลาน? ซูเม่ยเหยา?"
ชื่อจำนวนมากผุดขึ้นมาราวกับมีใครเอาบันทึกบัญชีรายชื่อทั้งสำนักมาเทลงบนหัวเขา แต่ละชื่อพ่วงเรื่องยุ่งยากของตัวเองมาคนละกอง จนยูรันอ่านแล้วรู้สึกอยากปิดตานอนมากกว่าเดิม
ยูรันมองอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"เยอะจริง ขี้เกียจเลยวะ เดี๋ยวนะ ทำไมมี เย่อ้าวเทียน"
ทันทีที่ชื่อนั้นปรากฏขึ้น ข้อมูลของเย่อ้าวเทียนก็เด่นขึ้นมาชัดกว่าคนอื่นอย่างน่ารำคาญ
ภาพสั้น ๆ แวบหนึ่งปรากฏขึ้นในดวงตาของยูรัน
เงาร่างชุดขาวเดินผ่านแนวป่าไผ่ด้วยฝีเท้าเบา มือข้างหนึ่งถือป้ายหยกงดงามชิ้นหนึ่งไว้ในแขนเสื้อ สีหน้าของอีกฝ่ายยังอบอุ่นสุภาพเหมือนเดิม ทว่าปลายนิ้วกลับค่อย ๆ ปล่อยป้ายหยกนั้นลงในมุมลับของบ้านหลังใหม่
ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
"โอ้ ดูเหมือนคืนนี้จะแอบเอาป้ายหยกสุดล้ำค่าที่อาจารย์ให้มาเป็นของขวัญ มาโยนไว้ในบ้านสินะ สวยดิวะแบบนี้"
เขาไม่ได้โกรธ
กลับกัน สีหน้าปลาตายของเขาดูเหมือนพบเรื่องน่าสนใจขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ก็เป็นความน่าสนใจระดับที่ยังไม่มากพอให้ลุกจากเตียง
ยูรันนอนมองชื่อของเย่อ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดตาลงอย่างหมดความสนใจ
"ดูแค่นี้พอ หลังจากนี้ไม่ต้องใช้เนตรพยากรณ์แล้ว ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของโชคชะตา นอนดีกว่า"
เนตรพยากรณ์ปิดลงอย่างเงียบ ๆ
ห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงกบในสระมรกตกับเสียงลมพัดผ่านชายคาบ้านหลังใหม่
ยูรันพลิกตัวเข้าหาผนัง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมครึ่งหน้า แล้วหลับตาลงอย่างรวดเร็ว
ว่า ในทางฝั่งของเรือนศิษย์เอกยอดเขาจันทรากลับเต็มไปด้วยรังสีแห่งความเคียดแค้นและอิจฉาริษยาอันหนาแน่น
ภายในห้องพำนักอันหรูหราของเย่อ้าวเทียน เด็กหนุ่มชุดขาวกำลังเดินวนเวียนไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น บัดนี้บิดเบี้ยวถมึงทึง ดวงตาคู่โตฉายประกายแววตาอำมหิตและไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างรุนแรง
[ทำไมกัน?! เหตุใดหินทดสอบถึงได้อ้อนวอนกราบกรานไม่ให้มันจิ้ม?! เหตุใดค่ายกลบันไดโบราณถึงได้แปรสภาพเป็นบันไดเลื่อน VIP ! และเหตุใดกระจกส่องชะตาถึงยอมมุดดินสบตายอมตายดีกว่าสะท้อนดวงชะตาของมัน?!]
เย่อ้าวเทียนทุบกำปั้นลงบนโต๊ะไม้หยกเสียงดังสนั่นจนน้ำชาหกเลอะเทอะ
[ข้าคืออัจฉริยะร้อยปีมีหนของสำนัก! ข้ามีชะตามังกรทองฟ้าลิขิตที่สวรรค์คอยหนุนหลัง! แต่เจ้านั่น... เจ้าขยะที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายปราณในร่าง กลับแย่งชิงความโดดเด่นและดึงความสนใจของท่านอาจารย์และศิษย์พี่ไปจากข้าจนหมดสิ้น! และตัวข้าจะกลายเป็นเพียงตัวประกอบไร้ค่าในสายตาทุกคน!]
"ไม่ได้การ... ข้าจะปล่อยให้มันเสนอหน้าอยู่บนยอดเขานี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!" เย่อ้าวเทียนแค่นเสียงรอดไรฟัน แววตาคู่นั้นวับวูบด้วยแผนการชั่วร้าย
ชายหนุ่มชุดขาวล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของตนเอง ก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา... มันคือ "หยกจันทราส่องประกาย" หยกขาวสลักลายจันทร์เสี้ยวเนื้อดีล้ำค่า แผ่กลิ่นอายพลังปราณหยินบริสุทธิ์นุ่มนวลชวนให้จิตใจปลอดโปร่ง หยกชิ้นนี้คือของขวัญล้ำค่าที่อาจารย์หลิงเยวี่ยมอบให้แก่เย่อ้าวเทียนเป็นพิเศษในวันที่เขาเข้าสู่ยอดเขาจันทราเพื่อประทานพรและแสดงความเอ็นดู
"หยกจันทราส่องประกายชิ้นนี้... มีเพียงชิ้นเดียวบนยอดเขาจันทรา และท่านอาจารย์รักใคร่หวงแหนมันมาก" เย่อ้าวเทียนลอบยิ้มกริ้ม แววตาฉายความเจ้าเล่ห์ประดุจสุนขจิ้งจอก "หากหยกชิ้นนี้หายไปจากเรือนของข้า... แล้วดันไปปรากฏอยู่ในห้องพักซอมซ่อริมสระน้ำของเจ้าขยะยูรันล่ะ?"
[แผนการใส่ร้ายป้ายสีขั้นพื้นฐาน... แต่ทรงประสิทธิภาพที่สุด! ศิษย์ใหม่ไร้พลังปราณขโมยของหมั้นหมายหรือของขวัญล้ำค่าของศิษย์เอกประจำยอดเขาด้วยความโลภ! ต่อให้ท่านอาจารย์จะพึงใจในตัวมันปานใด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลักฐานมัดตัวคาหนังคาเขาเช่นนี้ นางย่อมไม่มีวันไว้ชีวิตคนทรยศหัวขโมยดวงกาลกิณีเป็นแน่! ยูรัน... คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของเจ้าบนสำนักเมฆาจันทร์!]
เย่อ้าวเทียนหัวเราะในลำคออย่างสะใจกับแผนการอันแยบยล (ในสายตาตนเอง) ชายหนุ่มชุดขาวสวมเสื้อคลุมสีดำทับชุดศิษย์อย่างมิดชิด รอคอยเวลาให้ราตรีกาลคืบคลานเข้ามาปกคลุมยอดเขาจันทราจนมืดสนิท
ยามวิกาลอันเงียบสงัด ดารารายล้อมเต็มผืนฟ้าราตรี แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำสระมรกตท้ายยอดเขาจนเกิดประกายระยิบระยับเงียบเชียบ
เงาร่างสีดำสายหนึ่งเคลื่อนไหววับ ๆ ไปตามร่มเงาของป่าไผ่อย่างรวดเร็วและแผ่วเบา เย่อ้าวเทียนโคจรกระแสลมปราณแฝงตัวเข้าหาเรือนไม้ไผ่ริมสระน้ำอย่างระมัดระวัง สองสายตาจับจ้องไปยังหน้าต่างเรือนที่ปิดสนิทและไร้ซึ่งแสงไฟด้านใน
[เจ้าขยะนี่... ป่านนี้คงนอนหลับเหมือนหมูอยู่ในรังหนูเน่า ๆ ของมันแล้วสินะ]
เย่อ้าวเทียนคิดในใจด้วยความเหยียดหยาม
ชายหนุ่มชุดขาวในคราบชุดดำก้าวเท้าสะกดเสียงเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหม่ริมสระมรกต
เย่อ้าวเทียนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ในความทรงจำของเขา ที่นี่ควรเป็นเรือนไม้ไผ่ผุพังหลังหนึ่ง หลังคารั่ว ฝาผนังเอียง ประตูเก่าแขวนอยู่ด้วยบานพับขึ้นสนิม และสระน้ำข้างเรือนก็เต็มไปด้วยจอกแหนกับกลิ่นชื้นแฉะชวนคลื่นไส้
แต่สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ กลับเป็นบ้านสีขาวทรงแปลกตาหลังหนึ่ง
ผนังเรียบสะอาดจนแทบไม่เห็นรอยต่อ หลังคาทรงเรียบสีเข้มปิดสนิทไร้รูรั่ว หน้าต่างกระจกใสสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ ประตูบานใหม่เรียบกริบตั้งอยู่แน่นหนาเหมือนเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
ไม่สิ
มันก็ดูเหมือนเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนจริง ๆ
เย่อ้าวเทียนขมวดคิ้วแน่น
[นี่มัน... อะไรกัน?!]
เขาใช้พลังปราณเบา ๆ ผลักบานประตูให้แง้มออกช้า ๆ โดยไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวน
ภายในบ้านสว่างสะอาดกว่าที่คิด
พื้นเรียบไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย ผนังสีขาวสะท้อนแสงอ่อน ๆ จากโคมประหลาดที่ไม่เห็นเปลวไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ และเครื่องเรือนหน้าตาแปลกตาถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ถึงจะไม่ได้หรูหราแบบตำหนักใหญ่ แต่กลับให้ความรู้สึกสบายและใช้งานได้จริงจนผิดธรรมชาติ
ที่สำคัญที่สุดคือเตียง
เตียงนอนขนาดพอดีตัวตั้งอยู่มุมห้อง ฟูกหนานุ่มสีอ่อนเรียบตึง ผ้าห่มสะอาดสะอ้านวางพาดอยู่ด้านบน ดูนุ่มจนแม้แต่ศิษย์เอกอย่างเย่อ้าวเทียนยังต้องชะงักไปหนึ่งลมหายใจ
[ทำไมเรือนไม้ไผ่ซอมซ่อเมื่อสาย ถึงได้กลายเป็นที่พักสะอาดสะอ้านขนาดนี้?! แถมกลิ่นอายปราณธรรมชาติในบ้านหลังนี้ยังหนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าเรือนพำนักส่วนตัวของข้าเสียอีก... แล้วไอ้เตียงนั่นมันมาจากไหนกัน?!]
เย่อ้าวเทียนยืนแข็งอยู่หน้าประตู ความมั่นใจที่เตรียมมาเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขามาที่นี่เพื่อวางป้ายหยกใส่ร้ายคนไร้ค่า
แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นโจรที่เผลอปีนเข้าบ้านของคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย
เย่อ้าวเทียนสะบัดหัวไล่ความมึนงง พยายามไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขารีบกวาดสายตาจับจ้องไปยังร่างของยูรันที่นอนคลุมโปงหลับสนิทอยู่บนเตียงนุ่ม ชายหนุ่มชุดขาวรีบล้วงเอา 'หยกจันทราส่องประกาย' ออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วแอบหย่อนทิ้งลงไปใต้เตียงนอนของยูรันอย่างเงียบเชียบที่สุด
ฟึบ...
เย่อ้าวเทียนลอบยิ้มมุมปากด้วยความสมเพชและผู้มีชัยชนะเหนือกว่า
[หลักฐานมัดตัวคาหนังคาเขาเรียบร้อยแล้ว! เจ้าไม่มีทางรอดพ้นข้อหาหัวขโมยขี้ฉ้อไปได้หรอกยูรัน! พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาคนกวาดตรวจค้นตำหนักของเจ้า แล้วลากคอเจ้าไปลงทัณฑ์ต่อหน้าท่านอาจารย์เอง!]
เย่อ้าวเทียนหมุนตัวรีบก้าวเท้าเดินออกจากเรือนไม้ไผ่อย่างรวดเร็วและเงียบงันปานวิญญาณ
เช้าวันต่อมา
แสงอ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่างกระจกใสของบ้านหลังใหม่ริมสระมรกต เข้ามาตกกระทบพื้นสีขาวสะอาดเป็นแนวยาว ด้านนอก ฝูงกบที่ร้องส่งเสียงทั้งคืนเงียบลงไปแล้ว เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่กับเสียงนกเล็ก ๆ ที่ดังแว่วมาจากไกล ๆ
บนเตียงนุ่มกลางห้อง ยูรันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบิดขี้เกียจยาว ๆ จนกระดูกลั่นเบา ๆ
"อืม..."
เมื่อคืนเขาหลับไปเต็มสิบชั่วโมง
เต็มอิ่มจนสีหน้าปลาตายของเขาดูมีชีวิตขึ้นมานิดหนึ่ง
ยูรันนอนจ้องเพดานสีขาวอยู่พักหนึ่ง พยายามเรียกความทรงจำของเมื่อคืนกลับมาอย่างเชื่องช้า
"เมื่อคืนถึงไหนนะ"
เขากะพริบตาหนึ่งครั้ง
"อ้อ ป้ายหยก"
ยูรันพลิกตัวลงจากเตียงอย่างไม่รีบร้อน ก่อนยื่นมือออกไปทางใต้เตียง
พลังจิตบางเบาแผ่ออกไปเงียบ ๆ
ไม่นาน ป้ายหยกชิ้นหนึ่งก็ลอยออกมาจากมุมมืดใต้เตียง แล้วตกลงบนฝ่ามือของเขาพอดี
แต่ยูรันเพียงพลิกดูสองสามครั้ง แล้วขมวดคิ้วนิด ๆ
"เนื้อไม่ค่อยดีเท่าไรนะ"
เขาเคาะปลายนิ้วลงบนผิวหยกเบา ๆ
ก๊อก
เสียงทึบ ๆ ดังออกมาเหมือนของราคาถูกที่พยายามทำตัวให้ดูแพง
"มันเอาของจริงไปขาย แล้วทำของปลอมขึ้นมารึเปล่าวะ ช่างเถอะ"
"ไปทำข้าวเหนียวหมูปิ้งนมสดกินดีกว่า ก่อนมันพาคนมา"
พูดจบ เขาก็เก็บป้ายหยกเข้าช่องเก็บของ ก่อนเดินเข้ามุมครัวเล็ก ๆ ด้วยท่าทางสบายอารมณ์