คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 9 ป้ายหยก 27,522 ตัวอักษร

ตอนที่ 9 ป้ายหยก 2

ยูรันปล่อยหนานอวี้กินไป แล้วหันไปถามทุกคน "สรุปแล้วพวกท่านมาทำอะไรกัน?"

ริมสระมรกตเงียบไปชั่วขณะ

เดิมทีพวกเขามาที่นี่เพื่อตรวจหยกที่หายไป แต่ตอนนี้ หนานอวี้กลับนั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่หน้าบ้านของยูรันอย่างมีความสุข

มีเพียงเย่อ้าวเทียนเท่านั้นที่ยังจำได้ว่าตนมาที่นี่เพื่ออะไร

เย่อ้าวเทียนสูดลมหายใจลึก กดความงุนงงทั้งหมดลงไป ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดิม

"ศิษย์น้องยูรัน ข้าต้องขออภัยที่มารบกวนเวลามื้อเช้าของเจ้า"

เขาเหลือบมองบ้านสีขาวหลังใหม่เล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ

"แต่หยกจันทราส่องประกายของข้าหายไปเมื่อคืน ท่านอาจารย์จึงอนุญาตให้พวกเรามาตรวจดูที่พักของเจ้า เพื่อความกระจ่าง"

"หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา"

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ศิษย์พี่เย่หมายความว่า ข้าเป็นขโมยรึเปล่า"

บรรยากาศริมสระมรกตเงียบลงเล็กน้อย

เย่อ้าวเทียนรีบส่ายหน้า สีหน้ายังคงสุภาพ

"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่หยกจันทราส่องประกายเป็นของสำคัญ จึงต้องตรวจสอบให้ชัด"

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ "อ้อ หยกนั่นเหรอ"

ทุกสายตาหันมาที่เขาพร้อมกัน

ยูรันยกชาขึ้นจิบหนึ่งคำ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

"ข้าเอาไปเอง"

หนานอวี้ที่กำลังจะคีบหมูปิ้งอีกชิ้นชะงักค้างกลางอากาศ

"อะไรนะ เจ้าขโมยไป?!"

ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที

หลานชิงอวี้หันขวับมองยูรัน

[เจ้านี่พูดบ้าอะไรออกมาอีกแล้ว]

เย่อ้าวเทียนเองก็ชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง

เขาคิดไว้ว่ายูรันจะปฏิเสธ จะโวยวาย หรืออย่างน้อยก็แสดงท่าทีลนลาน

แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่าย ๆ เช่นนี้

ง่ายจนเขากลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแทน

ยูรันพูดใหม่อีกรอบพร้อมยื่นมือออกไปหยิบออกมาจากช่องเก็บของแล้วหมุนเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน "มันอยู่กับข้าเองแหละ นี่ไงหยกนี่ใช่รึเปล่า"

หยกจันทราส่องประกายในมือยูรันหมุนช้า ๆ รับแสงเช้าเป็นประกายเย็นวาบ

ริมสระมรกตเงียบกริบลงทันที

หนานอวี้ลุกพรวดจากเก้าอี้ ตะเกียบในมือแทบหล่น

"เดี๋ยวนะ... นั่นมันหยกของศิษย์น้องเย่จริง ๆ เหรอ?!"

ไป๋หลิงก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ดวงตาเย็นชาจับจ้องหยกในมือยูรันอย่างละเอียด

หลานชิงอวี้หน้าซีดลงเล็กน้อย นางมองหยกชิ้นนั้น แล้วหันกลับไปมองยูรัน

[เจ้านี่กำลังทำอะไรอยู่กันแน่]

เย่อ้าวเทียนเองก็ชะงักไปชั่วขณะ

แผนของเขาควรจะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย

ค้นบ้าน พบหยก ทุกคนตกใจ ยูรันปฏิเสธ แล้วค่อยบีบให้เขาจนมุม

แต่ตอนนี้ ยูรันกลับหยิบหยกออกมาเองต่อหน้าทุกคน ราวกับไม่รู้สึกว่าของในมือนั้นเป็นหลักฐานมัดตัวแม้แต่น้อย

เย่อ้าวเทียนกดความยินดีในใจลงอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบทำสีหน้าเจ็บปวด

"ศิษย์น้องยูรัน... ทำไมของชิ้นนี้ถึงอยู่กับเจ้า"

น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่พอดีพอให้ทุกคนได้ยินชัด

หลิงเยวี่ยยังไม่พูดอะไรทันที

นางเพียงมองหยกในมือยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตากลับมาที่ใบหน้าของเขา

ดวงตาของนางสงบนิ่งจนอ่านไม่ออก

"ยูรัน"

เสียงของหลิงเยวี่ยเบามาก แต่ทำให้ทุกคนเงียบลงทันที

"เหตุใดหยกจันทราส่องประกายถึงอยู่กับเจ้า"

ยูรันตอบกลับแบบไม่รีบร้อน "ท่านอาจารย์ ข้าก็ขโมยมาไง"

หลิงเยวี่ยเห็นว่ายูรันขโมยมาจริงก็โกรธขึ้นมาพร้อมปล่อยแรงกดดันใส่ ทำให้ทุกคนตกใจ แต่ยูรันยังยืนนิ่งเฉย พร้อมรอยยิ้ม

[ นี่มันอะไรกัน กำลังโดนแรงกดดันของข้าแต่กลับไม่สั่นไหวเลยแม้แต่นิดเดียว แถมดูเหมือนจะไม่สำนึกเลยด้วยซ้ำยังยิ้มออกมาได้อยู่อีก ]

หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แรงกดดันรอบตัวนางยิ่งหนักขึ้น

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว สีหน้าเย็นลงทันที

หลักฐานอยู่ในมือ คำรับสารภาพก็ออกจากปากยูรันเอง ต่อให้เรื่องนี้ดูแปลก นางก็ไม่มีเหตุผลพอจะบอกว่าเขาไม่ได้ขโมย

หนานอวี้มองยูรันสลับกับหยกในมือเขา ใบหน้ายุ่งเหยิงไปหมด

นางเชื่อไม่ลงเต็มร้อยว่าเขาขโมยจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพูดเอง

มีเพียงหลานชิงอวี้ที่จ้องยูรันนิ่ง ดวงตาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

[ไม่ใช่]

ความคิดนั้นชัดเจนจนแทบไม่ต้องลังเล

[เขาไม่ได้ขโมย แต่กำลังเล่นอะไรอยู่แน่ ๆ]

เย่อ้าวเทียนเห็นทุกคนเริ่มเอนตามหลักฐาน จึงรีบก้าวออกมา

"ท่านอาจารย์ ในเมื่อศิษย์น้องยูรันยอมรับเอง เรื่องนี้คงไม่อาจปล่อยผ่านได้ หากไม่ลงโทษให้ชัด เกรงว่าจะกระทบกฎของยอดเขาจันทรา"

หลิงเยวี่ยมองยูรันนิ่ง ๆ

"ยูรัน เจ้าจะอธิบายหรือไม่"

ยูรันหมุนหยกในมือเล่นอีกครั้ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

"ไม่อธิบายก็ได้ ท่านอาจารย์จะลงโทษข้ายังไง?"

เย่อ้าวเทียนเห็นจังหวะ จึงรีบประสานมือ

"ท่านอาจารย์ ศิษย์เห็นว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะลงโทษเบา ๆ ศิษย์น้องยูรันเพิ่งเข้าสำนักวันแรกก็ขโมยของสำคัญ หากปล่อยไว้ เกรงว่าจะทำให้กฎของยอดเขาจันทราเสื่อมเสีย"

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงหนักขึ้น

"ควรขับเขาออกจากสำนักขอรับ"

คำว่าออกจากสำนักทำให้บรรยากาศริมสระมรกตเย็นลงทันที

หลานชิงอวี้หน้าซีดลงเล็กน้อย นางรีบหันไปมองยูรัน

"ยูรัน เจ้าเอาไปจริง ๆ เหรอ"

ยูรันหมุนหยกในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์

"ใช่ ข้าเอาไปเอง เก่งไหมล่ะ"

เขาหันไปทางหนานอวี้ด้วยรอยยิ้ม

"ศิษย์พี่สาม ข้าเก่งไหม"

หนานอวี้แทบสำลักลมหายใจ

"เก่งกับผีน่ะสิ! เจ้าขโมยไปนะ!"

แม้ถูกดุเช่นนั้น ยูรันก็ยังคงยิ้มแย้มเหมือนไม่รู้สึกรู้สา

ไป๋หลิงสีหน้าเย็นลงกว่าเดิม

หลิงเยวี่ยเองก็หรี่ตาลงเล็กน้อย แรงกดดันรอบตัวนางยิ่งหนักขึ้นอีกชั้น

หนานอวี้เชื่อไม่ลงเต็มร้อยว่าเขาจะขโมยจริง แต่คำพูดของเขาก็ทำให้นางปวดหัวจนเถียงไม่ออก

หลานชิงอวี้กลับจ้องยูรันนิ่ง

นางมองรอยยิ้มสบาย ๆ ของเขา มองหยกในมือเขา แล้วนึกถึงท่าทีเมื่อคืนที่เขาปฏิเสธทั้งป้ายศิษย์ ตำราฝึกตน และเสบียงอย่างไม่แยแส

คนแบบนั้นจะขโมยหยกของเย่อ้าวเทียนจริง ๆ หรือ

ไม่ใช่

มันไม่ใช่แบบนั้น

[หรือว่า... ประเด็นคือเขาขโมยมันมายังไงต่างหาก]

ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัวของนางอย่างรวดเร็ว

หลานชิงอวี้รีบก้าวออกมาขวาง ก่อนที่หลิงเยวี่ยจะกล่าวคำตัดสิน

"ท่านอาจารย์ โปรดช้าก่อนเจ้าค่ะ"

หลิงเยวี่ยเหลือบมองนาง

หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ข้าคิดว่าควรฟังยูรันพูดให้จบก่อนเจ้าค่ะ"

ทุกสายตาหันมาทางนางทันที

ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้ แล้วถอนหายใจเบา ๆ

"ชิงอวี้ เจ้าจะรีบคิดได้ไปทำไม เรื่องสนุกของข้าหายหมดแล้วเนี่ย แล้วก็เรียกข้าว่าศิษย์พี่ด้วย ก่อนที่ข้าจะถูกไล่ออก ข้าอยากได้ยินศิษย์น้องเรียกศิษย์พี่สักครั้ง"

หลานชิงอวี้กำหมัดแน่น อยากจะเข้าไปต่อยไอ้หมอนี่ให้รู้แล้วรู้รอด

"ศิษย์พี่ยู? พอใจรึยัง"

ยูรันพยักหน้าอย่างพอใจ

"ใช้ได้นี่ ไหน ๆ ศิษย์น้องก็คิดออกแล้ว บอกทุกคนแทนข้าก็แล้วกัน ข้าไม่ค่อยชอบอธิบายให้คนที่ไม่ค่อยคิดอะไรเท่าไร มันเหมือนอธิบายให้คนโง่"

หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง และหนานอวี้ชะงักพร้อมกัน

ยูรันกำลังแอบด่าพวกนางว่าโง่ใช่ไหม

หนานอวี้ถึงกับชี้หน้าเขา

"จะ เจ้า ด่าข้าว่าโง่ใช่ไหม"

ยูรันมองนางด้วยสีหน้าจริงใจ

"จะไปใช่ได้ยังไงศิษย์พี่ ท่านแค่ไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก"

"กรี๊ดดด ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเล---"

ยังไม่ทันที่หนานอวี้จะพุ่งเข้าใส่ ยูรันก็คีบหมูปิ้งเข้าปากนางอีกชิ้น

"ท่านกิน แล้วนั่งฟังชิงอวี้พูดเถอะ"

หนานอวี้ชะงักทั้งที่ยังอ้าปากค้าง

รสหอมของหมูปิ้งกระจายออกมาในปากอีกครั้ง

ความโกรธของนางถูกเนื้อหมูย่างกดทับลงไปชั่วคราวอย่างน่าอัปยศ

ไป๋หลิงรีบหันไปถามหลานชิงอวี้

"หลานชิงอวี้ เจ้ารู้อะไร รีบพูดมา"

หลานชิงอวี้พยายามไม่มองยูรันที่ยังทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สา นางสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าศิษย์พี่ยูยอมรับว่าขโมยรึเปล่า"

ไป๋หลิงถามเสียงเย็น

"แล้วประเด็นอยู่ตรงไหน"

หลานชิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบแทนเขา

"ประเด็นอยู่ที่ ถ้าหากเขาขโมย เขาขโมยมันมายังไง"

ริมสระมรกตเงียบลงทันที

ความเงียบนั้นกินเวลาหลายลมหายใจ

หลิงเยวี่ยมองหลานชิงอวี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เก็บแรงกดดันรอบตัวกลับไป

อากาศริมสระมรกตเบาลงทันที

หนานอวี้ที่เกือบสำลักหมูปิ้งเมื่อครู่รีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ส่วนไป๋หลิงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับเพิ่งเริ่มจัดเรียงเรื่องทั้งหมดใหม่ในหัว

หลิงเยวี่ยหันกลับไปมองยูรัน

"เจ้าขโมยมันมาอย่างไร"

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์

"ไม่บอก"

ทุกคนชะงักไปพร้อมกัน

เขาเหลือบมองหลานชิงอวี้ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย

"ชิงอวี้ เจ้าบอกแทนหน่อย ข้าอยากรู้ว่าเจ้าคิดได้ถึงไหน"

หลานชิงอวี้ชะงักทันที "ข้าไม่รู้"

นางเม้มปาก ก่อนตอบตามตรง

"ข้าคิดได้แค่ว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ศิษย์พี่ยูขโมยหรือไม่ แต่อยู่ที่ศิษย์พี่ขโมยมันมายังไง"

หลานชิงอวี้มองหยกในมือเขา แล้วขมวดคิ้วแน่นขึ้น

"แต่ขโมยมายังไง ข้ายังคิดไม่ออก"

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

"ใช้ได้นี่"

หนานอวี้อ้าปากค้าง "ใช้ได้ตรงไหน นางบอกว่าไม่รู้นะ"

ยูรันตอบหน้าตาย

"อย่างน้อยก็คิดประเด็นสำคัญได้ ดีกว่ากว่าคนคิดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?"

หนานอวี้ "... (・_・)"

ไป๋หลิง "... (・_・)"

หลิงเยวี่ย "... (・_・)"

เย่อ้าวเทียน "... (・_・)"