คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 11 บทลงโทษและอาหารยามเช้า7,727 ตัวอักษร

ตอนที่ 11 บทลงโทษและอาหารยามเช้า

เย่อ้าวเทียนยืนแข็งอยู่กับที่ เขาสรรหาคำอธิบายไม่ได้เลยสักคำ

จะบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ เพราะหยกปลอมอยู่ตรงหน้า จะบอกว่าถูกใส่ร้ายก็ไม่มีหลักฐาน จะบอกว่าของจริงหายไปจริง ๆ ก็ยิ่งเหมือนยอมรับว่าตนทำของที่อาจารย์มอบให้หายเอง

ทุกทางล้วนตันหมด

เขาจึงได้แต่ก้มหน้าเงียบ มือใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา

[ยูรัน... เจ้ามันสารเลว ข้าจะจำไว้]

หลิงเยวี่ยมองศิษย์เอกของตนอยู่นาน

ความเชื่อใจที่เคยมีต่อเย่อ้าวเทียนลดลงอย่างเงียบงันในใจของนาง

"เย่อ้าวเทียน"

เสียงของนางเรียบเย็น

"เจ้าทำของสำคัญที่ข้ามอบให้สูญหาย และยังนำหยกปลอมมาก่อเรื่องบนยอดเขาจันทรา"

เย่อ้าวเทียนก้มหน้าต่ำลง

"ศิษย์ผิดไปแล้วขอรับ"

"ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าผาจันทร์เย็นสิบวัน"

คำตัดสินนั้นทำให้เย่อ้าวเทียนชะงักไปเล็กน้อย

สิบวัน

สำหรับศิษย์เอกอย่างเขา นี่ไม่ใช่โทษหนักถึงขั้นทำลายอนาคต แต่ก็เป็นความอัปยศที่ทุกคนบนยอดเขาจันทราจะรู้

เขากัดฟันแน่น ก่อนประสานมือรับคำ

"ศิษย์รับโทษขอรับ"

เย่อ้าวเทียนลุกขึ้นช้า ๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป

ท่าทางภายนอกยังคงสงบนิ่งและสุภาพ

แต่แผ่นหลังของเขากลับแข็งเกร็งกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากเย่อ้าวเทียนจากไป ริมสระมรกตก็เงียบลงอีกครั้ง

ทุกสายตาหันมามองยูรันโดยไม่ได้นัดหมาย

หลิงเยวี่ยมองชายหนุ่มชุดเทาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาลงกว่าปกติ

"ยูรัน อาจารย์ขอ-"

ยูรันยกมือขึ้นห้ามทันที

"ไม่จำเป็น ไม่ต้องขอโทษข้า"

หลิงเยวี่ยชะงัก

ไป๋หลิงเองก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

ยูรันกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเดินมาตรงหน้าโต๊ะไม้เล็กข้างบ้าน แล้วผายมือเชิญอย่างสบายอารมณ์

"ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่รอง ชิงอวี้ นั่งก่อนเถอะ"

พูดจบ เขาก็หยิบถ้วยชาสะอาดออกมาวางเพิ่มอย่างคล่องมือ

น้ำชาร้อนถูกเทลงถ้วย เสียงน้ำไหลเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

ยูรันรินชาให้หลิงเยวี่ยก่อน จากนั้นจึงรินให้ไป๋หลิงและหลานชิงอวี้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้เกิดเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นเลย

"ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่รอง ดื่มชาสักหน่อยนะ"

หลิงเยวี่ยมองถ้วยชาตรงหน้า

ไป๋หลิงก็มองถ้วยชาของตนเช่นกัน

ทั้งสองคนเงียบไปพร้อมกัน

นี่มันอะไรกัน

เมื่อครู่เกือบเกิดเรื่องใหญ่ถึงขั้นไล่ศิษย์ใหม่ออกจากสำนัก กลายเป็นว่าศิษย์เอกถูกจับได้ว่ามีพิรุธกับหยกปลอม แล้วคนที่เกือบถูกลงโทษกลับไม่ยอมให้ใครขอโทษ

แถมยังเชิญพวกนางนั่งดื่มชาหน้าตาเฉย

หลานชิงอวี้ที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาสักพัก ค่อย ๆ เดินเข้ามานั่งลงข้างโต๊ะ

นางมองถ้วยชาของหลิงเยวี่ย

มองถ้วยชาของไป๋หลิง

แล้วเงยหน้ามองยูรัน

"แล้วชาของข้าล่ะ ศิษย์พี่ยู"

คำว่า 'ศิษย์พี่ยู' ครั้งนี้หลุดออกมานุ่มกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันเหลือบมองนาง ก่อนยิ้มบาง ๆ

"ของเจ้าก็มี"

เขาหยิบถ้วยอีกใบออกมาวางตรงหน้านาง แล้วรินชาร้อนให้ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ

กลิ่นชาหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก

หลานชิงอวี้มองไอร้อนบาง ๆ ที่ลอยจากถ้วยชา แล้วรู้สึกว่าหัวใจของตนเหมือนอ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อครู่เขาเกือบถูกไล่ออกจากสำนัก

แต่ตอนนี้กลับยังยิ้มได้ ยังรินชาให้ทุกคนได้ และยังทำเหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ที่ผ่านไปแล้ว

[คนผู้นี้... ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันนะ]

นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ

รสชานุ่มละมุนกว่าที่คิด

หลังจากนั้นสายตาของนางก็เลื่อนไปเห็นจานข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ

ยูรันเหมือนรู้ทัน จึงเลื่อนจานไปตรงหน้านางเล็กน้อย

"ลองดูสิ"

หลานชิงอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคีบหมูปิ้งขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วกินพร้อมข้าวเหนียวคำเล็ก ๆ

ทันทีที่รสชาติแผ่กระจายในปาก ดวงตาของนางก็เบิกขึ้นเล็กน้อย

"อร่อยมาก"

เสียงนั้นเบากว่าที่ตั้งใจไว้เล็กน้อย

นางรีบหันไปทางหลิงเยวี่ยกับไป๋หลิง

"ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่รอง พวกท่านก็มานั่งด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ"

หลิงเยวี่ยมองนาง

ไป๋หลิงมองยูรัน

หนานอวี้ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วรีบพยักหน้ารัว ๆ พร้อมแก้มตุ่ย ๆ

หลานชิงอวี้จับตะเกียบแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"มันอร่อยมากจริง ๆ"

หลิงเยวี่ยมองถ้วยชาตรงหน้าอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ นั่งลงอย่างเงียบ ๆ

ไป๋หลิงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินมานั่งอีกฝั่งของโต๊ะ

ยูรันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงเลื่อนจานข้าวเหนียวหมูปิ้งไปตรงกลางโต๊ะ แล้ววางตะเกียบให้ทั้งสองคนอย่างคล่องมือ

หลิงเยวี่ยคีบหมูปิ้งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดเข้าไปคำเล็ก ๆ

ดวงตาของนางหยุดนิ่งไปเล็กน้อย

ไป๋หลิงเองก็ลองกินตามอย่างระมัดระวัง

เพียงครู่เดียว สีหน้าเย็นชาของนางก็คลายลงอย่างเห็นได้ชัด

หนานอวี้ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วรีบยืดอกเหมือนตนเป็นคนค้นพบสมบัติ

"เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าอร่อย!"

หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ โดยไม่เถียง

ยูรันเห็นทุกคนเริ่มกินกันแล้ว ก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในบ้าน

ไม่นาน เขาก็ยกหม้อซุปใบหนึ่งออกมา

ฝาหม้อถูกเปิดออก ไอร้อนหอมกรุ่นพลันลอยขึ้นมา กลิ่นกระดูกหมูตุ๋นเข้มข้นผสมกับกลิ่นพริกไทยและเครื่องเทศอ่อน ๆ แผ่ไปทั่วโต๊ะ

หนานอวี้ตาเป็นประกายทันที

"นั่นอะไรอีก"

ยูรันวางหม้อลงอย่างระวัง แล้วเริ่มตักซุปใส่ถ้วยให้ทีละคน

"ซุปกระดูกหมู"

น้ำซุปสีใสอมทองถูกตักลงถ้วยพร้อมเนื้อเปื่อยชิ้นใหญ่ ลูกชิ้นกลม ๆ กระดูกหมูที่ยังมีเนื้อติดอยู่ กระดูกอ่อน และเนื้อส่วนมันนุ่ม ๆ ที่สั่นเบา ๆ ตามแรงน้ำซุป

"อันนี้เนื้อเปื่อย กินง่าย" ยูรันชี้ตะเกียบอธิบายอย่างไม่รีบร้อน "ลูกชิ้นเอาไว้เคี้ยวเล่น กระดูกชิ้นนี้เอาไว้แทะ ส่วนกระดูกอ่อนเคี้ยวได้ กรุบ ๆ ดี"

เขาตักเนื้อส่วนมัน ๆ ลงอีกชิ้น

"อันนี้สำหรับคนชอบของนุ่ม ๆ มัน ๆ"

หนานอวี้มองถ้วยซุปตรงหน้าด้วยสายตาเหมือนได้เห็นโลกใหม่

ไป๋หลิงก้มมองถ้วยซุปของตน ก่อนค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นชิม

น้ำซุปร้อนอุ่นไหลผ่านลำคอ ความเข้มข้นกลมกล่อมแผ่กระจายไปทั้งปาก ทำให้ความตึงเครียดเมื่อครู่เหมือนถูกล้างออกไปทีละนิด

หลิงเยวี่ยจิบซุปหนึ่งคำ

นางไม่ได้พูดอะไร

แต่มือที่ถือถ้วยหยุดนิ่งนานกว่าปกติเล็กน้อย

หลานชิงอวี้กัดกระดูกอ่อนเบา ๆ เสียงกรุบดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนดวงตาของนางจะสว่างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"อันนี้... เคี้ยวสนุกดี"

ยูรันพยักหน้า "ใช่ไหมล่ะ"

หนานอวี้พูดทั้งที่ยังเคี้ยวลูกชิ้นอยู่ "ศิษย์น้อง เจ้าไปเรียนทำอาหารพวกนี้มาจากไหนกันแน่"

ยูรันตอบหน้าตาย "จำไม่ได้อะ"

ไป๋หลิงที่กำลังชิมเนื้อเปื่อยเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง

"เจ้าจำอะไรได้บ้าง"

"จำได้ว่าต้องกินตอนร้อน ๆ"

หนานอวี้รีบพยักหน้าแรง ๆ "อันนี้ถูก!"

ไม่นาน จานหมูปิ้งก็พร่องลงไปมาก ซุปกระดูกหมูในหม้อก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศริมสระมรกตที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเงียบอบอุ่นแปลก ๆ

ยูรันมองทุกคนที่เริ่มกินช้าลง ก่อนลุกขึ้นอีกครั้ง

"หลังของทอดกับซุปอุ่น ๆ ต้องมีของหวานเย็น ๆ ปิดท้าย"

หนานอวี้เงยหน้าทันที "ยังมีอีกเหรอ"

ยูรันเดินกลับเข้าไปในบ้าน แล้วออกมาพร้อมถ้วยใสหลายใบ

ในถ้วยนั้นมีน้ำแข็งละเอียดสีขาวฟูราวหิมะ ราดด้วยน้ำแดงสีสดจนซึมลงไปตามเกล็ดน้ำแข็ง ด้านบนมีวุ้นมะพร้าวใส ๆ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ สะท้อนแสงแดดยามเช้าอย่างน่ากิน

เขาวางถ้วยลงตรงหน้าทุกคน

"น้ำแข็งใสน้ำแดง ใส่วุ้นมะพร้าว"

หนานอวี้จ้องถ้วยของหวานตรงหน้าเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง

หลานชิงอวี้มองน้ำแข็งในถ้วยอย่างสงสัย "นี่... กินได้จริง ๆ เหรอ"

"ได้สิ มันเป็นน้ำแข็งใสถ้าไม่กินตอนนี้มันจะละลายเอานะ" ยูรันยื่นช้อนให้นาง

หลานชิงอวี้ตักเข้าปากคำหนึ่ง

ความเย็นหวานชุ่มฉ่ำพลันแผ่กระจายไปทั่วปาก ตัดความมันของหมูปิ้งและความอุ่นของซุปเมื่อครู่ได้พอดีอย่างน่าเหลือเชื่อ

ดวงตาของนางเบิกขึ้นอีกครั้ง

หนานอวี้แทบจะร้องออกมา "เย็น! หวาน! อร่อย!"

ไป๋หลิงมองถ้วยน้ำแข็งใสตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชิมอย่างระวัง

จากนั้นนางก็เงียบไป

หลิงเยวี่ยตักน้ำแข็งใสเข้าปากหนึ่งคำ ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืมของนางพลันเปิดขึ้นเล็กน้อย

ยูรันสีหน้าของทุกคน แล้วนั่งลงอย่างพึงพอใจ

"พวกท่านชอบก็ดีแล้ว"


ช่วงสาย

หลังทุกคนกินเสร็จ หลานชิงอวี้ก็ช่วยยูรันเก็บถ้วยชามไปล้างจนเรียบร้อย

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง แล้วหายวับไปจากหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว

หนานอวี้อ้าปากค้าง "ท่านอาจารย์หนีไปนอนอีกแล้วสินะ"

ไป๋หลิงเองก็กำลังจะกลับเรือนบัญชี ทว่ายังไม่ทันเดินออกไป ยูรันก็เดินเข้ามาพูดขึ้นง่าย ๆ

"ศิษย์พี่รอง ท่านเหนื่อยเกินไปหน่อยนะ"

ไป๋หลิงชะงัก

ยูรันหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

"เรื่องบางเรื่อง อย่าทำคนเดียวเลย"

ไป๋หลิงหันมามองเขาเงียบ ๆ

นางไม่รู้ว่าเขาไปรู้อะไรมา แต่คำพูดนั้นกลับแตะถูกบางอย่างในใจอย่างประหลาด

ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงถามเสียงเบา

"ข้าให้เจ้าช่วยได้ไหม"

"ได้"

ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มจาง ๆ แล้วเดินจากไป

หลานชิงอวี้มองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ

[ศิษย์พี่ยูก็แค่เป็นห่วงศิษย์พี่รอง ใช่ ก็แค่นั้น]

นางรีบเบือนหน้าหนี ก่อนกล่าวขึ้น

"ศิษย์พี่ยู ข้าขอตัวไปฝึกก่อนนะ"

"อืม อย่าฝืนมากเกินไปล่ะ"

หลานชิงอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบพยักหน้าแล้วเดินจากไป

ไม่นาน ริมสระมรกตก็เหลือเพียงยูรันกับหนานอวี้

หนานอวี้ยังไม่ยอมกลับ นางนั่งเท้าคางอยู่ข้างโต๊ะ

"ศิษย์น้อง แล้วตอนเที่ยงเจ้าจะทำอะไรกิน"

ยูรันยิ้มบาง ๆ

"นั่นสิ ขอข้าคิดก่อนนะ พอดีมีงานต้องทำน่ะ"