คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 13 อดซื้อสัตว์น้ำ ต้องแยกบ่อเลี้ยงก่อน7,354 ตัวอักษร

ตอนที่ 13 อดซื้อสัตว์น้ำ ต้องแยกบ่อเลี้ยงก่อน

เช้าวันถัดมา

ยูรันเตรียมอาหารเช้า สามชาม รอบนี้เป็นราเม็ง ใช่แล้วราเม็ง

ราเม็งชามโตส่งไอร้อนกรุ่นมาพร้อมกับกลิ่นหอมมันเข้มข้น ตัวน้ำซุปสีขาวนวลราวกับน้ำนม ดูข้นคลั่กจากการเคี่ยวเค้นกระดูกหมูมาเป็นเวลานาน ผิวน้ำซุปมีประกายน้ำมันลอยเคลือบอยู่บาง ๆ สะท้อนแสงไฟ ด้านบนประดับด้วยหมูชาชูแผ่นใหญ่ที่ขอบนอกเกรียมเกร็ดไหม้จากการลวกไฟ เนื้อหมูสามชั้นดูนุ่มหยุ่นจนแทบจะละลาย เคียงข้างด้วยไข่ต้มยางมะตูมผ่าซีกที่เผยให้เห็นไข่แดงสีส้มเยิ้มเป็นครีมข้น ส่วนเส้นราเม็งสีเหลืองนวลเส้นหนากำลังดีจมอยู่ใต้น้ำซุปที่เกาะเคลือบจนฉ่ำวาว โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยละเอียดและสาหร่ายแผ่นใหญ่ที่ปักอยู่ข้างชาม

หนานอวี้ที่พึ่งเดินเข้ามาถึงได้กลิ่น ถึงกับตาเป็นประกาย รีบวิ่งเข้ามาถาม

"ศิษย์น้องวันนี้มีอะไรน่ะ?!"

"อืม ขาเรียกมันว่าราเม็ง" ยูรันเอ่ยพร้อมโบกมือให้หนานอวี้นั่งลงที่โต๊ะ พร้อมยกมาวางตรงหน้าหนานอวี้

"ว้าว!!! หน้าตาแปลกมากเลย แต่ก็หอมมาก" หนานอวี้ทำท่าทางดม แบบฟุดฟิด ๆ

นางจ้องชามตรงหน้าด้วยแววตาจริงจัง ราวกับกำลังตรวจสมบัติล้ำค่า

"ศิษย์น้อง แล้วเส้นสีเหลือง ๆ นี่คืออะไร? คล้ายหมี่ แต่ดูหนากว่า"

"เส้นราเม็ง" ยูรันตอบพลางคีบขึ้นมาให้ดู "ทำจากแป้ง นวดจนเหนียว แล้วตัดเป็นเส้น เวลากินต้องกินคู่กับน้ำซุป ถึงจะอร่อย"

หนานอวี้พยักหน้าอย่างตั้งใจ ก่อนจะชี้ไปที่น้ำซุปสีขาวข้น

"แล้วน้ำนี่ล่ะ? ทำไมสีเหมือนน้ำนม แต่กลิ่นเป็นเนื้อ?"

"น้ำซุปกระดูกหมู เคี่ยวกระดูกนาน ๆ จนไขมันกับรสหวานในกระดูกละลายออกมา เลยข้นแบบนี้"

"เคี่ยวกระดูกจนกลายเป็นน้ำสีขาว..." หนานอวี้พึมพำ ดวงตาเปล่งประกายขึ้นอีก "วิชาทำอาหารของเจ้าน่ากลัวกว่าวิชาปรุงยาบางสำนักอีก"

ยูรันหัวเราะเบา ๆ แล้วเลื่อนตะเกียบไปแตะหมูชาชู

"อันนี้เรียกว่าชาชู เนื้อหมูตุ๋นกับเครื่องปรุงจนนุ่ม แล้วเอาไปลนไฟนิดหน่อยให้หอม"

"แล้วนี่ล่ะ?" หนานอวี้ชี้ไข่ผ่าครึ่ง "ไข่ยังไม่สุกหรือ?"

"สุกแล้ว แค่ไม่สุกแข็ง เรียกไข่ยางมะตูม ไข่แดงต้องเยิ้มแบบนี้ถึงจะดี"

หนานอวี้มองไข่แดงสีส้มวาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกลืนน้ำลาย

"แล้วแผ่นดำ ๆ นั่น...กินได้จริงหรือ?"

"สาหร่าย กินได้ เป็นของจากทะเล"

"ทะเล?" นางเงยหน้าขึ้นทันที "อาหารชามเดียวของเจ้ามีทั้งหมู ไข่ แป้ง กระดูก แล้วก็ของจากทะเล?"

พูดถึงตรงนี้ สายตาของหนานอวี้ก็เหลือบไปเห็นชามอีกใบที่วางอยู่ข้าง ๆ

ไอร้อนจากราเม็งชามนั้นยังลอยขึ้นมาเหมือนกัน น้ำซุปสีขาวข้นกระเพื่อมเบา ๆ ใต้แผ่นหมูชาชูและไข่ยางมะตูมครึ่งซีก ราวกับถูกเตรียมไว้ให้ใครบางคนตั้งแต่แรก

หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมามองยูรันด้วยแววตาแปลก ๆ

"ศิษย์น้อง...เหตุใดถึงมีสามชาม?"

ยูรันกำลังจะคีบเส้นเข้าปาก พอได้ยินคำถามก็หยุดมือ

"หืม?"

"เจ้า ข้า แล้วก็..." หนานอวี้ชี้ตะเกียบไปยังชามที่ยังไม่มีเจ้าของ "ชามนั้น หรือเจ้าทำให้ข้าสองชาม?"

น้ำเสียงตอนท้ายของนางแฝงความคาดหวังเล็กน้อยจนปิดไม่มิด

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะ

"อย่าทำหน้าเหมือนพร้อมรับมรดกอาหารสิ ชามนั้นไม่ได้ทำให้ศิฺษย์พี่หรอก"

"อ้าว"

หนานอวี้ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด แม้มือจะยังประคองชามของตัวเองไว้อย่างมั่นคงก็ตาม

ยูรันวางตะเกียบลง แล้วเหลือบมองไปทางประตูเรือน

"แค่ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่า เดี๋ยวจะมีคนมาเพิ่มน่ะ"

"ลางสังหรณ์?" หนานอวี้เลิกคิ้ว "ลางสังหรณ์แบบไหนกันถึงต้องเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า?"

"แบบที่ถ้าไม่เตรียมไว้ ข้าจะต้องลุกไปทำใหม่อีกรอบ"

คำตอบนั้นเรียบง่ายจนหนานอวี้นิ่งไป

จากนั้นนางก็พยักหน้าอย่างจริงจัง ราวกับเพิ่งเข้าใจหลักการลึกซึ้งบางอย่างของโลก

"อืม ฟังดูเป็นลางสังหรณ์ที่น่าเชื่อถือมาก"


อีกด้านหนึ่ง หลานชิงอวี้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

นางล้างหน้า เปลี่ยนชุด จัดปิ่นผม และตรวจความเรียบร้อยของตนเองอยู่หน้ากระจกทองเหลืองนานกว่าปกติเล็กน้อย

แน่นอนว่าไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไร

นางเพียงตั้งใจจะมาดูหาศิษย์พี่ยูรันเท่านั้นเอง

ใช่

เหตุผลมีเพียงเท่านี้

หลานชิงอวี้เดินมาถึงเรือนริมสระมรกตด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

แต่ทันทีที่นางก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำซุปกระดูกหมูก็ลอยมาปะทะปลายจมูก

ฝีเท้าของนางชะงักไปเล็กน้อย

จากนั้นสายตาของนางก็เห็นหนานอวี้นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว

ไม่เพียงแต่นั่งอยู่

ตรงหน้าหนานอวี้ยังมีชามอาหารร้อน ๆ วางอยู่หนึ่งชาม

หลานชิงอวี้นิ่งไป

[ทำไมศิษย์พี่สามมาเร็วขนาดนี้ หรือว่าเมื่อคืน...นางนอนที่นี่?]

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงชั่วแวบเดียว แต่มันก็ทำให้คิ้วของหลานชิงอวี้ขยับเล็กน้อย

เล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

นางสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปอย่างสงบ

หนานอวี้ที่กำลังประคองชามราเม็งเงยหน้าขึ้นทันที

"อ้าว หลานชิงอวี้ เจ้าก็มาหรือ?"

คำว่า "ก็" ทำให้หลานชิงอวี้หยุดเท้าไปครึ่งจังหวะ

นางมองหนานอวี้

มองชามราเม็งตรงหน้านาง

แล้วมองยูรันที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ข้าเพียงผ่านมา"

หนานอวี้หรี่ตา

"ผ่านมาถึงเรือนยูรันแต่เช้า?"

"ข้าฝึกวิชาก้าวย่าง"

ยูรันยิ้มอ่อนให้ ก่อนเลื่อนชามราเม็งใบที่สามไปยังที่นั่งว่าง

"เหนื่อยหน่อยนะ ชิงอวี้ กินก่อนสิ"

หลานชิงอวี้มองชามนั้น

ไอร้อนสีขาวลอยขึ้นมา กลิ่นซุปกระดูกหมูเข้มข้น หมูชาชูหอมไหม้อ่อน ๆ และต้นหอมซอยสด กระทบปลายจมูกนางพอดี

ท้องของนางเงียบมาก

เงียบจนน่าสงสัย

เพราะเมื่อคืนมันเพิ่งทรยศนางไปหลายครั้ง

หลานชิงอวี้นั่งลงอย่างสงบ

"ข้าไม่ได้มารบกวน"

"ไม่รบกวนหรอก" ยูรันส่งตะเกียบให้ "ข้าทำไว้สามชามพอดี"

หนานอวี้มองชามที่สาม แล้วหันขวับไปมองยูรัน

"เดี๋ยว ศิษย์น้อง ที่เจ้าบอกว่าลางสังหรณ์..."

ยูรันพยักหน้า

"อืม"

หนานอวี้หันกลับไปมองหลานชิงอวี้ทันที ดวงตาเปล่งประกายอย่างคนจับพิรุธได้

"หลานชิงอวี้ เมื่อคืนเจ้าหิวใช่หรือไม่?"

หลานชิงอวี้หยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างสงบ

"ไร้สาระ"

โครก...

เสียงเบา ๆ ดังขึ้นในจังหวะที่เงียบเกินไป

หนานอวี้นิ่งค้าง

ยูรันก้มหน้าคีบเส้นราเม็งของตัวเอง ทำเป็นไม่ได้ยิน

หลานชิงอวี้สีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงใบหูขึ้นสีแดงจาง ๆ

"ข้า ข้า ข้าเพียงแค่"

ยูรันรีบพูดขึ้นมา "รีบกินสิ เดี๋ยวข้ารินน้ำชาให้นะ"

ยูรันลุกไปรินน้ำชาให้ทั้งสองอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นเลย

หลานชิงอวี้รับถ้วยชาไว้ ก่อนถามเสียงเรียบ

"เมื่อครู่พวกท่านคุยเรื่องอะไรกัน"

"เรื่องวันนี้จะไปซื้อสัตว์น้ำ!" หนานอวี้ตอบทันที "เมื่อวานข้ากับศิษย์น้องตกลงกันแล้วว่าจะไปเลือกปลา กุ้ง หอย แล้วก็หมึกมาเลี้ยงที่สระมรกต"

ปลายนิ้วของหลานชิงอวี้ชะงักเล็กน้อย

ไปด้วยกัน?

สองคน?

[ไม่ใช่สิ แค่ไปซื้อสัตว์น้ำ จะคิดว่าเป็นการออกไปเที่ยวได้อย่างไร]

นางก้มจิบชา สีหน้ายังคงเรียบเฉย

"สองคนหรือ"

หนานอวี้เอียงคอ "ก็เมื่อวานมีแค่ข้ากับศิษย์น้องคุยกันนี่นา"

ยูรันวางกาน้ำชาลง

"จริง ๆ วันนี้คงยังไม่ได้ไป"

"อะไรนะ?!" หนานอวี้หันขวับ "ไหนเจ้าสัญญาแล้วไง!"

"เมื่อวานข้าเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้ สัตว์น้ำมันเลี้ยงรวมกันมั่ว ๆ ไม่ได้"

"ทำไม"

"ถ้าท่านเลือกปลาตัวใหญ่ กุ้งตัวเล็กก็โดนกินหมด หอยบางชนิดก็อาจโดนกิน หมึกก็ต้องแยกอีก หมึกกล้วย หมึกกระดอง หมึกสาย นิสัยไม่เหมือนกัน"

หนานอวี้ฟังจนหน้าตึง

ยูรันกล่าวต่อ

"แล้วข้ายังมีแผนจะเลี้ยงกุ้งมังกรด้วย"

ดวงตาของหนานอวี้สว่างวาบ

"กุ้งมังกรคืออะไร"

แม้แต่หลานชิงอวี้ก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"กุ้งตัวใหญ่ เปลือกแข็ง เนื้อแน่น ก้ามใหญ่ บางตัวราคาแพงมาก"

หนานอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก

"ใหญ่แค่ไหน"

"ใหญ่กว่ากุ้งธรรมดามาก"

"อร่อยไหม"

"มาก"

หนานอวี้วางถ้วยชาลงทันที สีหน้าจริงจังขึ้นมา

"ศิษย์น้อง เรื่องบ่อสำคัญจริง ๆ"

หลานชิงอวี้มองทั้งสองคนเงียบ ๆ

"ข้าไม่อยู่เพียงวันเดียว พวกท่านคุยกันไปถึงเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหมึก และกุ้งมังกรแล้วหรือ"

"ไม่ใช่แค่นั้น" หนานอวี้รีบชี้ไปทางสระมรกต "ดูตรงนั้นสิ เมื่อวานศิษย์น้องจัดบ่อพักตะกอน ร่องกรองน้ำ ทางน้ำวน แล้วก็จุดน้ำตกเล็ก ๆ ไว้ น้ำเริ่มใสขึ้นแล้ว"

หลานชิงอวี้หันมองตาม

สระมรกตที่เคยขุ่นเขียวจนไม่น่ามอง บัดนี้ผิวน้ำบางส่วนเริ่มใสขึ้นจริง ๆ แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่กลิ่นเก่าเบาบางลง และทางน้ำรอบสระก็ดูเป็นระเบียบกว่าวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด

นางนิ่งไปครู่หนึ่ง

"นี่...ทำกันเมื่อวานหรือ"

หนานอวี้พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ

"ใช่ เพื่อปลา กุ้ง หอย หมึก และกุ้งมังกร"

ยูรันเสริมเสียงเรียบ

"แต่ถ้าเพิ่มบ่อแยกทั้งหมด จากที่เมื่อวานเสร็จเจ็ดส่วน ตอนนี้เหลือสี่ส่วน"

หนานอวี้แข็งค้าง

"จากเจ็ด...เหลือสี่..."

ยูรันพยักหน้า

"อืม วันนี้ต้องขุดบ่อเพิ่ม"

หลานชิงอวี้มองสระมรกต แล้วมองหนานอวี้ที่เหมือนถูกกระบี่แทงกลางอก

เช้าวันนั้น แผนไปซื้อสัตว์น้ำจึงถูกเลื่อนออกไป

และยอดเขาจันทรา ก็เข้าสู่วันแห่งการขุดบ่ออีกครั้ง