คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 19 เสียงผิวปากกลางอ่าว7,575 ตัวอักษร

ตอนที่ 19 เสียงผิวปากกลางอ่าว

“คันนี้สำหรับดูแลความปลอดภัยของท่านครับ”

หลิงเยวี่ยมองคันเบ็ดในมือยูรัน ก่อนเหลือบมองลูกศิษย์ที่ยืนรอกันอยู่บนเรือ

หนานอวี้ถือคันเบ็ดพร้อมแล้ว หลานชิงอวี้กำลังผูกเหยื่ออยู่ข้างตะเกียง ส่วนไป๋หลิงยืนมองแสงตะเกียงที่ไหวอยู่บนผิวน้ำ

อาจารย์รับคันเบ็ดมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ข้าเพียงมาดูแลพวกเจ้า”

“คร้าบๆ ”

ยูรันตอบอย่างว่าง่ายเกินไป จนหลิงเยวี่ยรู้สึกว่าเขาไม่ได้เชื่อคำพูดของนางเลยสักนิด

คนคุมเรือจุดตะเกียงเพิ่มอีกสามดวง แสงสีขาวสะท้อนผิวน้ำเป็นทางยาว ก่อนค่อย ๆ ลอดลงไปในความมืดเบื้องล่าง

หนานอวี้รีบยืนชิดกราบเรือ ส่วนหลานชิงอวี้ขยับไปอยู่อีกด้านของตะเกียง ทั้งสองรอไม่นาน เงาหมึกกลุ่มแรกก็ปรากฏขึ้นใต้ผิวน้ำ

หนานอวี้รีบหย่อนเหยื่อจนลึกเกินไป ขณะที่หลานชิงอวี้ค่อย ๆ ลดเหยื่อลงตรงขอบแสง หมึกสีม่วงตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใช้หนวดพันเอาไว้ทันที

“ศิษย์พี่ยู ข้าต้องทำยังไงต่อ”

“ค่อยๆ ยกขึ้นช้า ๆ”

หลานชิงอวี้ทำตาม ไม่นานหมึกตัวแรกก็ถูกดึงขึ้นจากน้ำ แววตาของนางสว่างขึ้นเล็กน้อย ทว่าพอวางมันลงบนเรือ หมึกกลับพ่นน้ำหมึกใส่พื้นข้างเท้าหนานอวี้จนต้องกระโดดหลบ

“ทำไมมันต้องหมึกพ่นใส่ข้าด้วย!”

“เพราะเจ้ายืนใกล้ที่สุด” ไป๋หลิงตอบ

หลิงเยวี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลหย่อนเหยื่อลงไปบ้าง เพียงไม่นานนางก็ยกมือขึ้นเบา ๆ หมึกกระดองตัวใหญ่จึงลอยพ้นน้ำโดยแทบไม่ได้ดิ้น

หนานอวี้มองภาพนั้นตาค้าง “ท่านอาจารย์ ท่านใช้ปราณช่วยนี่!”

“ข้ากำลังดูแลความปลอดภัย”

หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มจับจังหวะได้ หนานอวี้ตกหมึกกล้วยขึ้นมาได้หลายตัว หลานชิงอวี้ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนในถัง ส่วนหลิงเยวี่ยยังคงยืนยันว่าตนไม่ได้ใช้ปราณช่วย แม้หมึกทุกตัวจะลอยขึ้นจากน้ำแทบจะทันทีที่กินเหยื่อ

เมื่อฝูงหมึกเริ่มหายไป คนคุมเรือจึงเปลี่ยนเหยื่อสำหรับตกปลา และหย่อนลอบกุ้งลงใกล้แนวหิน

เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลงเมื่อทุกคนนั่งประจำที่ ผืนน้ำรอบเรือกลับมาสงบอีกครั้ง เหลือเพียงแสงตะเกียงที่ไหวตามคลื่นและเสียงไม้ลำเรือดังเบา ๆ

ยูรันนั่งอยู่ท้ายเรือ มือหนึ่งถือคันเบ็ด อีกมือวางอยู่บนเข่า

หลังปล่อยให้ความเงียบดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มผิวปากเป็นทำนองช้า ๆ

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก เป็นเพียงท่วงทำนองเรียบง่ายที่ลอยไปตามสายลม เดี๋ยวสูง เดี๋ยวต่ำ คล้ายกำลังเล่าเรื่องบางอย่างโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ

หนานอวี้หันกลับมามองก่อนเป็นคนแรก แต่ไม่ได้พูดแทรก

ไป๋หลิงชะงักไปรู่หนึ่ง ก่อนหลับตาตั้งใจฟัง

หลานชิงอวี้ยังคงมองผิวน้ำ ทว่าปลายนิ้วที่เคาะด้ามคันเบ็ดกลับขยับตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่หลิงเยวี่ยก็ยังหันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

ไม่มีใครรู้ว่าทำนองนั้นมาจากที่ใด แต่มันทำให้คืนกลางอ่าวที่ไม่คุ้นเคยสงบลงอย่างประหลาด

[เพลงนี้ฟังดูเหงา แต่เหตุใดข้ากลับรู้สึกสบายใจ]

หลานชิงอวี้คิด ก่อนเหลือบมองยูรันผ่านแสงตะเกียง

ชายหนุ่มยังคงมองทะเลอย่างสบายอารมณ์ ราวกับไม่ได้สังเกตเลยว่าทุกคนกำลังฟังอยู่

เมื่อทำนองจบลง หนานอวี้จึงถามขึ้น

“เพลงอะไรเหรอ”

“ไม่รู้”

“เจ้าเป็นคนผิวปากเองนะ”

“ข้าเคยได้ยินมานานแล้ว จำชื่อไม่ได้” ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย “มันมีเนื้อเพลงด้วยนะ แต่ข้าจำได้แค่สองท่อน ศิษย์พี่อยากฟังไหม”

“ได้เหรอ ข้าอยากฟัง!”

ยูรันสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนร้องด้วยเสียงไม่ดังนัก ทำนองเดียวกับเสียงผิวปากเมื่อครู่ลอยไปตามสายลมอีกครั้ง

“เพียง...สบตาเธอ ใจดวงเดิมเคลิ้มลอยไป

เพียง...สบตากัน วันเวลาย้อนคืนมา”

ไม่มีใครพูดแทรก หนานอวี้ค่อย ๆ หลับตาลง ไป๋หลิงปล่อยให้สีหน้าผ่อนคลายตามเสียงเพลง แม้แต่หลิงเยวี่ยยังยืนนิ่งฟังอยู่ใต้แสงตะเกียง

หลานชิงอวี้หลับตาฟังเช่นกัน หยดน้ำใสไหลออกจากหางตาอย่างไม่มีสาเหตุ กว่านางจะรู้ตัว ความเย็นก็ลากผ่านลงมาถึงข้างแก้มแล้ว

นางรีบยกมือเช็ดออกเงียบ ๆ ก่อนจะมีใครสังเกตเห็น

เมื่อสองท่อนสั้น ๆ จบลง ยูรันหันกลับไปมองหนานอวี้

“เป็นไง ศิษย์พี่”

หนานอวี้ลืมตาขึ้นช้า ๆ “เพราะกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลย”

“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ข้าร้องเพราะทุกเพลงนั่นแหละ”

หนานอวี้เบะปาก

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นบนเรือ ก่อนคันเบ็ดของหลานชิงอวี้จะโค้งลงอย่างกะทันหัน

หลานชิงอวี้จับคันเบ็ดแน่น ยูรันจึงลุกขึ้นมาช่วยบอกจังหวะดึงสลับกับปล่อยสาย ไม่นานปลาสีเงินขนาดเกือบสองศอกก็ถูกหนานอวี้ใช้สวิงช้อนขึ้นมาบนเรือ

“ปลากระบี่วารี” คนคุมเรือบอก “เนื้อหวานมาก”

ยูรันมองอยู่ครู่หนึ่ง [ ถุย กระอีแค่ปลากระพงยังตั้งชื่อซะโอเวอร์ ]

หลังจากนั้น บรรยากาศบนเรือก็ค่อย ๆ คึกคักขึ้น ทุกคนผลัดกันตกปลาและช่วยดึงลอบกุ้งที่วางไว้ใกล้แนวหิน กว่าจะรู้ตัว ถังข้างเรือก็มีทั้งหมึก ปลา กุ้งหนวดแก้ว และกุ้งกรงเล็บราตรีมากพอสำหรับมื้อดึกแล้ว

เมื่อสัตว์ที่จับได้มีมากพอ ยูรันจึงเก็บคันเบ็ดและเริ่มเตรียมอาหารบนเรือ หมึกกล้วยถูกย่างเหนือเตาถ่าน ทาซอสเค็มหวานจนกลิ่นหอมลอยไปทั่วอ่าว หมึกสายถูกหั่นเป็นชิ้นแล้วลวกพอสุก ก่อนนำไปคลุกกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวเผ็ด

กุ้งกรงเล็บราตรีถูกผ่ากลางแล้วย่าง เนื้อด้านในเปลี่ยนเป็นสีขาวแน่น ส่วนมันกุ้งสีส้มถูกตักเก็บไว้คลุกกับข้าวร้อน ๆ

ปลากระบี่วารีของหลานชิงอวี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งนึ่งกับสมุนไพร อีกครึ่งต้มเป็นซุปใสใส่สาหร่ายและหัวไชเท้า

ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะไม้กลางเรือ อาหารที่ทำจากสิ่งซึ่งเพิ่งจับขึ้นมาใหม่ยังคงร้อนและสดกว่าที่กินในเมือง

หนานอวี้ลองกุ้งย่างเป็นอย่างแรก ก่อนดวงตาจะสว่างขึ้น

“อร่อยกว่าที่ร้านอีก!”

“เพิ่งจับขึ้นมาก็ต้องสดกว่าอยู่แล้ว” ยูรันตอบ

หลานชิงอวี้ชิมปลานึ่งของตัวเอง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ

“ตัวที่ข้าตกอร่อยจริง ๆ”

“อืม ฝีมือคนตกดี” ยูรันกล่าว

หลานชิงอวี้ก้มลงกินปลาต่อเพื่อซ่อนรอยยิ้ม

ไป๋หลิงลองหมึกที่ตนตกได้ แม้มันจะตัวเล็กกว่าของคนอื่น แต่ยูรันแยกย่างไว้ให้ทั้งตัว นางคีบกินเงียบ ๆ จนหมดโดยไม่แบ่งให้ใคร

หลิงเยวี่ยนั่งอยู่หัวโต๊ะ นางชิมอาหารแต่ละอย่างโดยไม่พูดมาก ทว่ายามที่ยูรันตักซุปปลาเพิ่มให้ นางก็ไม่ได้ปฏิเสธ

มื้อดึกดำเนินไปพร้อมเสียงพูดคุยและเสียงคลื่น ไม่มีเรื่องของสำนัก ไม่มีการประลอง และไม่มีใครพูดถึงงานที่รออยู่บนยอดเขา

ช่วงเวลานั้นพวกเขาเป็นเพียงอาจารย์กับลูกศิษย์ที่ออกมาตกปลาและกินข้าวร่วมกันเท่านั้น

หลังเก็บโต๊ะเรียบร้อย เรือจึงถอนสมอและเดินทางกลับเมืองท่าชลวารี

หลิงเยวี่ยยืนอยู่ตรงหัวเรือ มองลูกศิษย์ทั้งสี่ที่นั่งพักอยู่ด้านหลัง ก่อนกล่าวขึ้น

“ข้าต้องกลับไปจัดการงานของสำนักก่อน”

หนานอวี้ถาม “ท่านอาจารย์ไม่พักที่เมืองด้วยกันเหรอเจ้าคะ”

“พรุ่งนี้พวกเจ้าก็เดินทางกลับแล้ว ข้าจะไปรอก่อน แค่นี้แหละ”

เมื่อเรือเข้าใกล้เมือง ร่างของนางจึงลอยขึ้นจากหัวเรือ ก่อนหายไปเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน

ทั้งสี่คนกลับถึงโรงเตี๊ยมในช่วงดึก สัตว์น้ำที่ซื้อไว้ถูกฝากในบ่อของท่าเรือพร้อมคนเฝ้า ส่วนพวกเขาแยกย้ายกลับห้องพักโดยแทบไม่ต้องพูดกันมาก

หนานอวี้หลับทันทีที่ถึงเตียง

ไป๋หลิงกลับถึงห้องได้ไม่นานก็ดับตะเกียงพักผ่อน

หลานชิงอวี้นอนมองเพดานอยู่พักหนึ่ง ทำนองผิวปากกลางทะเลยังวนอยู่ในความคิดของนาง แม้จำไม่ได้ทั้งหมด แต่กลับทำให้มุมปากยกขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

ส่วนยูรันหลับไปตั้งแต่ศีรษะแตะหมอน

เช้าวันต่อมา ทั้งสี่คนไปรับสัตว์น้ำจากท่า ตรวจภาชนะกักวารีทุกใบ และออกเดินทางกลับสำนักเมฆาจันทร์

การเดินทางกินเวลาเกือบหนึ่งวันเต็ม พวกเขาหยุดพักระหว่างทางเพียงสองครั้ง เพื่อกินอาหารและตรวจสภาพสัตว์ที่ขนกลับมา

เมื่อแสงสุดท้ายของวันทอดผ่านแนวเขา ยอดเขาจันทราก็ปรากฏขึ้นในสายตา

หนานอวี้มองบ่อทั้งสิบเก้าแห่งรอบสระมรกต ก่อนชูกำปั้นขึ้นอย่างยินดี

“กลับมาถึงเสียที!”

ไป๋หลิงมองภาชนะกักวารีจำนวนมาก ก่อนเดินเข้าไปตรวจผนึกทีละใบ

“อย่าเพิ่งดีใจ ยังต้องแยกสัตว์ลงบ่อและตรวจจำนวนอีกครั้ง”

รอยยิ้มของหนานอวี้แข็งค้างทันที

หลานชิงอวี้ลงจากกระบี่บิน ก่อนเดินไปดูน้ำในบ่อที่เตรียมไว้ สีหน้าของนางมีความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง

ยูรันยืนมองยอดเขาที่เงียบสงบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยืดแขนบิดตัวอย่างเกียจคร้าน

เดินทางสามวัน ซื้อของจำนวนมาก ออกเรือตกหมึก ตกปลา และกินอาหารกลางทะเลจนถึงดึก

สุดท้ายสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดหลังกลับมาถึงก็ยังเหมือนเดิม

“เอาล่ะ”

ยูรันหันไปทางเรือนริมสระมรกต

“เรื่องนี้ไว้ทำพรุ่งนี้เถอะศิษย์พี่ ข้าขี้เกียจ ไปนอนก่อนนะ ฝันดี”

“ยูรัน!”

เสียงของไป๋หลิงดังไล่หลัง ขณะที่เขาเดินกลับเรือนโดยไม่คิดหันกลับมา

ไป๋หลิงกำลังจะเรียกให้เขากลับมาช่วยงาน แต่คำว่า ฝันดี เมื่อครู่กลับทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย

[เดี๋ยวก่อน เขาบอกฝันดีกับข้าคนเดียวเหรอ ไม่สิ เพราะข้าเป็นคนพูดกับเขาคนสุดท้ายต่างหาก]

หนานอวี้เพิ่งนึกตามได้จึงรีบตะโกนไล่หลัง

“เดี๋ยวสิศิษย์น้อง แล้วคำว่าฝันดีของข้าล่ะ!”

เมื่อไม่มีเสียงตอบกลับ นางก็ยืนเท้าเอวด้วยความไม่พอใจ

[เจ้าศิษย์น้องลำเอียง กล้าบอกศิษย์พี่รองคนเดียวแล้วหนีไปนอนอย่างนั้นเหรอ]

หลานชิงอวี้ยืนเงียบอยู่ข้างบ่อ นางมองแผ่นหลังของยูรันหายเข้าไปในเรือน ก่อนริมฝีปากจะเม้มเข้าหากันเล็กน้อย

[เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูบอกฝันดีกับศิษย์พี่รอง แล้วข้าล่ะ]