ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 20 บ้านใหม่ริมสระ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเคาะประตูเรือนริมสระมรกตดังขึ้นตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่พ้นแนวไผ่
“ศิษย์น้อง ตื่นได้แล้ว!”
ยูรันลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนดึงผ้าห่มคลุมศีรษะ
“สัตว์พวกนั้นอยู่ในภาชนะมาได้ทั้งคืน รออีกครึ่งชั่วยามคงไม่เป็นไรหรอก”
เสียงของหนานอวี้ดังผ่านประตูเข้ามาทันที
“ศิษย์พี่รองบอกว่า หากเจ้ายังไม่ออกมา นางจะเป็นคนเปิดประตูเอง!”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมลุกจากเตียงอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าไปก็ได้”
หลังจากยูรันออกจากเรือน งานปล่อยสัตว์น้ำก็เริ่มขึ้น
ทั้งสี่คนช่วยกันแยกสัตว์ลงบ่อน้ำจืดและน้ำเค็มตามตำแหน่งที่เตรียมไว้ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ถูกแยกจากบ่ออาหาร ส่วนสัตว์ที่อ่อนแอจากการเดินทางถูกพักไว้ในบ่อกักกัน
งานทั้งหมดใช้เวลาเกือบครึ่งวัน
เมื่อสัตว์ตัวสุดท้ายถูกปล่อยลงน้ำ ยูรันจึงเปิดทางน้ำหลัก น้ำจากสระมรกตเริ่มไหลผ่านร่องกรอง บ่อพืชน้ำ และบ่อเลี้ยงทั้งสิบเก้าแห่งอย่างช้า ๆ
เสียงน้ำไหลต่อเนื่องไปตามร่องหิน พืชน้ำอ่อนเอนไปตามกระแส ขณะที่ฝูงปลาชุดแรกเริ่มว่ายสำรวจบ่อใหม่ของพวกมัน
เพียงเท่านี้ ระบบบ่อสัตว์น้ำก็เริ่มทำงานอย่างสมบูรณ์
ยูรันยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปยังบ้านสำเร็จรูปสีขาวริมสระ
“ต่อไปก็ไอ้นี่”
หนานอวี้มองตาม “บ้านเจ้าทำไม”
“ทุบทิ้งเถอะ”
“หา?!”
หนานอวี้หันขวับมาทันที
“เพิ่งสร้างได้ไม่กี่วัน เจ้าจะทุบทิ้งแล้วเหรอ!”
“มันเป็นแค่บ้านเอาไว้นอนชั่วคราว” ยูรันตอบ “ตอนแรกข้าไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน แต่ตอนนี้มีทั้งบ่อ มีสัตว์ แล้วก็กำลังจะสร้างศาลากลางน้ำ จะปล่อยบ้านหลังนี้ไว้แบบเดิมก็ดูไม่ได้แล้ว”
เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมา ก่อนขีดแนวสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ลงบนพื้นห่างจากสระมรกตเล็กน้อย
“ข้าจะสร้างอาคารกลางขึ้นมาก่อน”
ตัวอาคารจะวางตามแนวเหนือใต้ ด้านหน้าหันเข้าหาทางขึ้นยอดเขา ส่วนด้านหลังเปิดออกสู่สระมรกต ชั้นล่างเป็นโถงกลาง เชื่อมกับห้องกินข้าว ห้องครัว และพื้นที่พักผ่อน ชั้นบนใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัวกับห้องนอน
ผนังฝั่งตะวันออกและตะวันตกจะเว้นแนวเชื่อมเอาไว้ วันหลังสามารถต่อปีกอาคารออกไปได้โดยไม่ต้องรื้อส่วนกลาง ส่วนด้านหน้าก็มีพื้นที่มากพอสำหรับสร้างลานและประตูตำหนักเพิ่มภายหลัง
ด้านหลังของอาคารจะมีระเบียงยาวเลียบสระ พร้อมสะพานไม้ทอดออกไปยังศาลากลางน้ำ
หนานอวี้มองเส้นบนพื้นอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าจะสร้างบ้านหรือตำหนักกันแน่”
“ตอนนี้เป็นบ้าน ต่อไปค่อยขยายเป็นตำหนัก”
“ทำไมต้องสร้างใหญ่ขนาดนั้น เจ้าอยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอ”
ยูรันเงยหน้ามองนาง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ก็เผื่อศิษย์พี่สามมาอยู่กับข้าไง จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาทุกวัน”
หนานอวี้ชะงัก “ข้าเนี่ยนะ?”
“ใช่ ถ้าอยู่ที่นี่ ท่านจะทำอะไรก็ได้ มีอาหารให้กินครบสามมื้อ แถมเตียงก็นอนสบาย วันไหนขี้เกียจก็ไม่ต้องกลับเรือนตัวเอง จากตรงนี้ไปตำหนักใหญ่ก็แค่แวบเดียว”
ใบหน้าของหนานอวี้ค่อย ๆ ขึ้นสีแดง
“ใครจะมาอยู่กับเจ้ากัน!”
“ไม่มาก็ไม่เป็นไร ข้าจะได้สร้างห้องน้อยลง”
หนานอวี้รีบขัดทันที
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่ได้บอกว่าไม่เอาเสียหน่อย!”
ยูรันมองนางนิ่ง ๆ
หนานอวี้เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปจึงรีบเบือนหน้า
“ข้าหมายถึง...สร้างเผื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหายต่างหาก”
หลานชิงอวี้ที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างวางภาชนะในมือลง เสียงดังเกินความจำเป็นเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ยู”
“หืม?”
“เหตุใดตำหนักของท่านถึงต้องมีห้องให้ศิษย์พี่สามด้วย”
“ก็นางมาที่นี่ทุกวันนี่”
คำตอบนั้นทำให้หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก
[มาทุกวันแล้วอย่างไร ข้าเองก็มาที่นี่ทุกวันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ]
“หากจะสร้างเป็นตำหนัก ก็ควรมีห้องเผื่อคนอื่นด้วย” นางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าหมายถึง...เผื่อมีคนมาพัก”
ไป๋หลิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลชะงักตามไปด้วย
นางอยากบอกว่ายูรันไม่ควรชวนหญิงสาวมาอยู่ด้วยอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคิดดูแล้ว หนานอวี้ก็มาที่นี่ตั้งแต่เช้าจนค่ำแทบทุกวัน การมีห้องพักเพิ่มจึงสะดวกกว่าเดิมจริง ๆ
ที่สำคัญ นางหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกแปลกกับคำชวนนั้น
[เขาจะชวนใครมาอยู่ก็เป็นเรื่องของเขา แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจด้วย]
ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าจะสร้างก็ทำห้องเผื่อไว้ให้ครบ การรื้อแก้ทีหลังสิ้นเปลืองกว่า”
ยูรันมองหญิงสาวทั้งสามคน ก่อนใช้กิ่งไม้ขีดห้องเพิ่มลงในแบบ
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นสร้างเผื่อทุกคนเลยก็แล้วกัน”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างพอใจ ส่วนไป๋หลิงเบือนหน้าไปทางสระราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร
มีเพียงหนานอวี้ที่ขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวสิ เมื่อครู่ยังเป็นห้องของข้าคนเดียวอยู่เลยนะ”
ยูรันวางกิ่งไม้ลง ก่อนเดินไปเปิดประตูบ้านสำเร็จรูป
“เอาล่ะ เก็บของออกก่อน แล้วค่อยทุบ”
หนานอวี้มองบ้าน มองแบบบนพื้น แล้วหันกลับมาหาเขา
“พวกข้าต้องช่วยอีกแล้วใช่ไหม”
“ไม่ต้อง ครั้งนี้ข้าทำเอง”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวทั้งสามชะงักพร้อมกัน
หนานอวี้มองเขาอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าคนเดียว?”
“ใช่ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกท่านช่วยงานมามากแล้ว กลับไปพักกันเถอะ” ยูรันกล่าว “ไว้เจอกันอีกทีวันประลอง”
หลานชิงอวี้ขมวดคิ้ว “แล้วระหว่างนี้ศิษย์พี่ยูจะกินอะไร”
“ข้าทำกินเองอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง”
ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“เดี๋ยวข้าทำอาหารเผื่อพวกท่านไว้ให้จนถึงวันประลองด้วยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องมาที่นี่ทุกวัน”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที
“จริงเหรอ!”
“จริง โดยเฉพาะของศิษย์พี่สาม...”
ยูรันหันมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง
“อย่ากินหมดตั้งแต่วันแรกก็แล้วกัน”
หนานอวี้ชะงัก ก่อนรีบแย้ง
“ข้าไม่ได้กินเยอะขนาดนั้นเสียหน่อย!”
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้หันมามองนางพร้อมกัน
หนานอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง
“อย่างน้อย...ก็น่าจะเหลือถึงวันที่สอง”
หลังมื้อกลางวัน ยูรันเตรียมอาหารหลายอย่างแบ่งใส่กล่องเก็บความร้อนให้ทั้งสามคน แต่ละกล่องถูกแยกตามวันอย่างชัดเจน ส่วนของหนานอวี้มีจำนวนมากกว่าคนอื่นเกือบเท่าตัว
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังเปิดตรวจทุกกล่องและถามย้ำว่า หากกินหมดก่อนวันประลองสามารถมาขอเพิ่มได้หรือไม่
ยูรันไม่ได้ตอบคำถามนั้น
เมื่อทั้งสามคนจากไป บริเวณริมสระมรกตก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ยูรันเก็บของใช้ทั้งหมดกลับเข้าช่องเก็บของ ก่อนใช้พลังจิตแยกบ้านสำเร็จรูปออกเป็นชิ้น ไม่นานพื้นที่ริมสระก็กลับมาโล่งเหมือนเดิม
วัสดุก่อสร้างจำนวนมากถูกนำออกมาวางแทนที่ ทั้งหินฐาน ไม้เนื้อแข็ง แผ่นผนัง และโครงสร้างที่เตรียมรอยเชื่อมเอาไว้แล้ว
เขาปรับพื้น วางฐาน และตั้งเสาหลักขึ้นพร้อมกัน อาคารแกนกลางสองชั้นค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างด้วยความเร็วที่คนทั่วไปเห็นคงคิดว่าตาฝาด
ชั้นล่างถูกเปิดเป็นโถงกลาง เชื่อมกับห้องกินข้าว ห้องครัว และพื้นที่พักผ่อน ชั้นบนเป็นห้องนอนของเขากับห้องสำรอง ส่วนแนวผนังทั้งสองฝั่งยังคงเว้นจุดเชื่อมสำหรับต่อปีกตำหนักในภายหลัง
เมื่อจัดการตัวอาคารเสร็จ ยูรันจึงต่อระเบียงยาวตามแนวสระ แล้วสร้างสะพานเชื่อมไปยังศาลาแปดเหลี่ยมกลางน้ำ ภายในมีโต๊ะ ม้านั่ง และพื้นที่วางเตาสำหรับทำอาหาร
งานทั้งหมดเสร็จก่อนดวงอาทิตย์ลับแนวเขา
บ้านสำเร็จรูปสีขาวหายไปแล้ว เหลือเพียงอาคารแกนกลางผนังสีขาวตัดกับโครงไม้สีเข้ม หลังคากระเบื้องสีครามทอดคลุมระเบียงด้านหลัง แสงจากโคมใต้ชายคาสะท้อนผิวน้ำ ขณะที่สะพานกับศาลากลางสระเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าหากัน
มันยังไม่ใช่ตำหนักขนาดใหญ่ แต่จากนี้หากต้องการต่อปีกอาคาร เพิ่มลาน หรือสร้างเรือนส่วนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องทุบสิ่งที่มีอยู่ใหม่อีก
ยูรันเดินข้ามสะพานไปนั่งในศาลากลางน้ำ สายลมเย็นพัดกลิ่นไม้ใหม่เข้ามาปะปนกับเสียงน้ำจากระบบบ่อ
หลังนั่งพักได้ไม่นาน เขาก็นึกถึงการประลองที่กำลังจะมาถึง
“จะใช้ของอะไรดีนะ”
เสียงลมพัดลอดชายคาศาลาดังแผ่วขึ้นอีกครั้ง
ยูรันนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจได้
“ใช้ฟลุตแล้วกัน”
เขาหยิบแท่งโลหะสีเงินออกมาจากช่องเก็บของ เนื้อโลหะเบาแต่แข็งแรง และนำเสียงได้ดีกว่าโลหะทั่วไป
แท่งโลหะลอยขึ้นเหนือฝ่ามือ ก่อนยืดตัวออกเป็นท่อเรียวยาว ภายในถูกเจาะให้กลวงและปรับความหนาทีละส่วน รูเสียงกับกลไกแป้นกดขนาดเล็กค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตามตำแหน่งที่เขาต้องการ
ยูรันแยกตัวฟลุตออกเป็นสามส่วน ตรวจแนวเชื่อมกับระดับเสียง ก่อนประกอบมันกลับเข้าหากัน
ผิวโลหะสีเงินสะท้อนแสงโคม บริเวณปลายทั้งสองด้านมีลวดลายเส้นสีดำบาง ๆ พาดอยู่รอบตัวเครื่อง นอกจากรูปลักษณ์จะแตกต่างจากเครื่องดนตรีในโลกนี้แล้ว ภายในยังสามารถรองรับพลังจิตที่ส่งผ่านไปพร้อมกับเสียงได้อีกด้วย
เขายกฟลุตขึ้นแตะริมฝีปาก แล้วเป่าเสียงแรกออกมาเบา ๆ
เสียงใสทอดผ่านผิวน้ำ ระลอกคลื่นวงเล็กแผ่ออกจากใต้ศาลา ฝูงปลาที่กำลังว่ายอยู่ชะลอลงพร้อมกัน ก่อนกลับมาเคลื่อนไหวตามปกติเมื่อเสียงสิ้นสุด
ยูรันลดฟลุตลง มองผลงานในมืออย่างพอใจ
“พรุ่งนี้ใช้อันนี้แล้วกัน”
ยูรันหมุนฟลุตสีเงินในมือหนึ่งรอบ ก่อนเก็บมันเข้าไปในช่องเก็บของ