ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 21 สองโน็ต
ณ เรือนพักส่วนตัวของศิษย์เอกประจำยอดเขาจันทรา...
"ปัง!"
เสียงฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะหินหยกดังสนั่น เย่อ้าวเทียนก้าวเท้าเดินวนเวียนไปมาภายในห้องนอนด้วยสภาพร่างกายที่ดูซูบเซียวลงไปถนัดตา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น บัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยเพลิงแค้นอันร้อนรุ่ม
['สิบวัน! สิบวันเต็ม ๆ ที่ข้าต้องโดนทำโทษ แล้วคุกเข่าอยู่ที่หน้าผา!']
เย่อ้าวเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเค้นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม แววตาของเขาฉายประกายแววตาวับวูบด้วยแผนการใหม่ยามนึกถึงข่าวการประลองศิษย์ใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกสามวัน
['ประลองศิษย์ใหม่งั้นรึ? ดี! ดีเหลือเกิน! บนลานประลองนั้นไม่มีค่ายกลตรวจวาสนาคุ้มครองเจ้าได้อีกแล้ว เจ้าขยะไม่มีปราณอย่างเจ้า ขืนก้าวเท้าขึ้นไปคงไม่พ้นโดนพวกอัจฉริยะจากยอดเขาอื่นรุมทุบตีจนกระดูกหักป่นปี้คาเวทีประจานความโง่เขลา! ข้าจะคอยยืนกอดอกดูสภาพสุนัขจนตรอกคอยหลบเลี่ยงคมกระบี่ของเจ้าอย่างสะใจที่สุด!']
เย่อ้าวเทียนหัวเราะในลำคออย่างบ้าคลั่ง เขารีบก้าวเท้าเดินไปหยิบกระบี่วิญญาณคู่กายขึ้นมาขัดเกลา เตรียมพร้อมรอคอยการนองเลือดและเสียงกรีดร้องขอชีวิตของยูรันบนเวทีใหญ่ในอีกสามวันข้างหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
และแล้ว วันแห่งงานประลองศิษย์ใหม่ประจำปีของสำนักเมฆาจันทร์ก็มาถึง
ลานประลองหลักตั้งอยู่บนยอดเขาค่ายกลสัจธรรมอันกว้างขวางตระการตา อัฒจันทร์หินอ่อนสีขาวโอบล้อมลานประลองทรงกลมขนาดยักษ์ทั้งสี่ทิศ บัดนี้แน่นขนัดไปด้วยศิษย์ชั้นนอก ศิษย์ชั้นใน และเหล่าผู้อาวุโสจากยอดเขาต่าง ๆ นับหมื่นชีวิต เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มเซ็งแซ่จนมวลอากาศรอบด้านสั่นสะเทือน
ทว่า หัวข้อบทสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในวันนี้ กลับไม่ใช่เรื่องของยอดอัจฉริยะคนไหนจากยอดเขากระบี่... แต่เป็นเรื่องเล่าลือสุดพิสดารของเด็กหนุ่มชุดเทาจากยอดเขาจันทราผู้ยากจน!
"เฮ้ย! แกเคยได้ยินเรื่องศิษย์ใหม่ยอดเขาจันทราที่ชื่อยูรันไหม?"
"เรื่องนั้นน่ะเหรอ! ใครจะไม่เคยได้ยินกันล่ะ! เล่ากันว่าตอนด่านแรก เขาแค่มองตาหินทดสอบรากปราณ หินนั่นก็สั่นสะท้านแตกร้าวแล้วขึ้นอักษรสีเงินขอร้องว่า 'อย่าจิ้มข้า!' ก่อนจะระเบิดตัวเองกลายเป็นฝุ่นผงเพื่อหนีหน้าเขาเลยนะ!"
"นั่นยังน้อยไป! ด่านสองบันไดเจตจำนงนั่นสิ บันไดหินโบราณพอน้องคนนั้นก้าวเท้าเหยียบขั้นแรก มันสติแตกยุบตัวกลายเป็น 'บันไดเลื่อน VIP' ประจบสอพลอกราบกรานขอร้องไม่ให้เขาออกแรงเดินเลยล่ะ!"
"แถมด่านสามกระจกส่องชะตา ถึงกับมุดดินหนีสายตาเขาแล้วกรีดร้องโวยวายบอกว่า 'ช่วยด้วย อย่าให้ผู้ชายคนนั้นส่องข้า!' ปาฏิหาริย์ขนาดนี้ สำนักเราไม่เคยมีปรากฏมาก่อนเลยจริง ๆ!"
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นประหนึ่งฟ้าถล่มไปทั่วทุกมุมอัฒจันทร์ หลายคนมองว่ายูรันคือยอดคนลี้ลับที่แสร้งทำตัวต่ำตม บ้างก็มองว่าเป็นตัวกาลกิณีที่พกพาศาสตร์มืดวิปลาสมาตบตาค่ายกลโบราณของสำนัก
บนอัฒจันทร์ฝั่ง VIP ของยอดเขาจันทรา...
อาจารย์หลิงเยวี่ยในชุดขาวงดงามสงบนิ่งดั่งดวงจันทร์กำลังนั่งจิบชาอุ่น ๆ อย่างสุนทรีย์อารมณ์ ข้างกายมีไป๋หลิงด้วยท่าทีสงบ (ทว่าดวงตากลับจับจ้องหาพิกัดของยูรันตลอดเวลา) และหนานอวี้ที่ยืนชะเง้อคอโบกไม้โบกมือทักทายอย่างร่าเริงเปี่ยมสุข
"ยูรัน! ทางนี้ ๆ! สู้ ๆ นะ!" หนานอวี้ตะโกนเชียร์เสียงใสจนศิษย์ยอดเขาอื่นพากันหันมามองด้วยความฉงน
ยูรัน กับ หลานชิงอวี้ เดินเข้ามาในเขตพักผู้เข้าแข่งขัน
ยูรันโบกมือยิ้มทักทายให้หนานอวี้
หลานชิงอวี้เห็นยูรันโบกมือกลับไป ริมฝีปากพลันเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
[จำเป็นต้องยิ้มให้กันขนาดนั้นเลยเหรอ]
“ศิษย์พี่ยู ดูเหมือนศิษย์พี่สามจะเป็นห่วงท่านมากนะ”
ยูรันหันมามองนาง “ชิงอวี้เองก็เป็นห่วงข้าเหมือนกันเหรอ”
หลานชิงอวี้ชะงัก “ใครเป็นห่วงท่านกัน ข้าแค่พูดตามที่เห็น”
“งั้นเหรอ” ยูรันยิ้มบาง ๆ
“แล้วศิษย์พี่เตรียมอะไรไว้สำหรับสู้?”
“เดี๋ยวเจ้าก็เห็นเอง”
หลานชิงอวี้เบือนหน้าหนี “ชอบทำตัวลึกลับอยู่เรื่อย”
เย่อ้าวเทียนยืนกอดอกจ้องเขม็งมองมาที่ยูรันที่คุยกับหลานชิงอวี้ด้วยท่าทางสนิทสนท แถมศิษย์พี่สามก็ยังเชียร์ออกนอกหน้า ก็เกิดความเคียดแค้น เกลียดชัง และอิจฉาริษยาอันหนาแน่นจนแทบแผดเผามวลอากาศรอบด้าน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวถมึงทึง มือขวากุมด้ามกระบี่วิญญาณคู่กายแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด
['!วันนี้บนลานประลองหลัก ข้าจะรอดูแกโดนพวกอัจฉริยะยอดเขากระบี่รุมทุบตีจนกระดูกหักป่นปี้คากองเลือด!']
เย่อ้าวเทียนเค้นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งระอุในใจ
"คู่ประลองรอบแรกของลานประลองที่สี่!" เสียงของกรรมการผู้ตัดสินระดับผู้อาวุโสประกาศก้องกังวาน "เฉินคุน ยอดเขากระบี่... ปะทะ... ยูรัน ยอดเขาจันทรา!"
สิ้นเสียงประกาศอึกทึก เสียงฮือฮาจากทั่วทั้งอัฒจันทร์พลันระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทันที! ทุกสายตาจับจ้องสลักตรงมายังลานประลองที่สี่ในพริบตาเดียวด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ
"มาแล้ว! ไอ้คนทำหินแตกร้องขอชีวิตคนนั้น!"
"คู่ต่อสู้ของเขาคือเฉินคุนเชียวนะ! อัจฉริยะขั้นหลอมรวมปราณระดับสูงสุดผู้นิยมกวัดแกว่งเพลงดาบไร้เงาอันรวดเร็ว! งานนี้คนนั้นจะรอดพ้นสามกระบวนท่ารึเปล่ากันล่ะ?!"
หลานชิงอวี้กระซิบ
“ถึงตาศิษย์พี่ยูแล้ว”
ยูรันยกมือโบกให้นาง ก่อนเดินขึ้นลานประลอง
“อืม ดูให้ดีล่ะ เจ้าตกใจแน่”
ฟึบ!
ร่างของเฉินคุนพุ่งทะยานลอยตัวลงมาบนเวทีประลองอย่างสง่างามดั่งนกอินทรี สองเท้าเหยียบพื้นศิลาขาวอย่างไร้เสียงสะท้อน ชายหนุ่มสะบัดคมกระบี่เหล็กกล้าสีเงินยวบเกิดเสียงหวีดหวิวตัดมวลอากาศอย่างน่ากลัว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุดยามจับจ้องมองยูรัน
"เจ้าคือยูรันที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ตบตาค่ายกลสามด่านทดสอบคนนั้นรึ?" เฉินคุนยกดาบขึ้นพาดบ่าแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน "ลานประลองจริงในวันนี้ไม่มีค่ายกลโบราณมาคอยอ้อนวอนกราบกรานช่วยเหลือแกหรอกนะไอ้หนู! ขยะที่ไม่มีแม้กระทั่งกลิ่นอายปราณอย่างแก ข้าใช้แค่ปลายก้อยสะบัดพัดก็ปลิวตกเวทีประจานความโง่เขลาแล้ว! รีบก้มหัวกราบขอขมาข้าซะ ไม่งั้นข้าจะฟาดดาบหักกระดูกแขนขาแกให้ละลายคากองเลือดแน่!"
ยูรันขึ้นมาบนเวทีประลองพร้อมสบตาเฉินคุน และยิ้มให้คู่ต่อสู้ พร้อมทำความเคารพพอเป็นพิธี
ท่าทางนอบน้อมของยูรัน กลับเป็นเหมือนตัวกระตุ้นโทสะของเฉินคุน! อัจฉริยะยอดเขากระบี่รู้สึกเหมือนตนเองโดนเมินและเหยียดหยามอย่างรุนแรงจากสายตาคู่นั้นจนหน้ามืดตามัว
"แกกล้าเมินข้าเหรอไอ้ขยะไม่มีปราณ! ตายซะ!"
เฉินคุนแผดเสียงร้องลั่นด้วยโทสะล้นพ้น โคจรกระแสลมปราณขั้นหลอมรวมปราณระเบิดออกรอบตัวสีครามเข้ม ร่างของเขาพุ่งสับฝ่าเท้าทะยานเข้าหายูรันอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คมกระบี่เหล็กกล้ากวัดแกว่งเกิดเป็นเงาคมดาบสีครามสิบร้อยสายพุ่งตรงเข้าบดขยี้ร่างของชายหนุ่มหมายมั่นจะเฉือนเลือดสาดกระจายในพริบตา!
ยูรันหลับตาเงียบพร้อมหยิบฟลุตออกมาควงเล่นๆ
พริบตาก่อนที่คมกระบี่จะถึงตัว
ยูรันตั้งท่าเป่าฟลุต
ติ๊งงงงงง————
เสียงฟลุตเพียงโน้ตเดียวอันโปร่งใสและงดงามก็ดังขึ้น น้ำเสียงนั้นบริสุทธิ์และผ่อนคลายดั่งสายลมอุ่นยามฤดูใบไม้ผลิที่โชยมาปลอบประโลมโลก
การโจมตีของเฉินคุนค้างอยู่กลางอากาศห่างจากตัวของยูรันเพียงหนึ่งคืบ
ทั่วทั้งลานประลองเงียบสนิท
ผู้ชมหลายหมื่นคนจ้องภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง กรรมการถึงกับลุกขึ้นจากที่นั่ง ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสต่างพยายามตรวจหาคลื่นลมปราณจากยูรัน
แต่ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงลมปราณแม้แต่น้อย
หนานอวี้เบิกตากว้าง
[ศิษย์น้องหยุดเพลงกระบี่ทั้งหมดด้วยเสียงเพียงโน้ตเดียวได้ยังไง]
ไป๋หลิงจ้องฟลุตสีเงินในมือยูรันอย่างพิจารณา
[เครื่องเป่านั่นมันคืออะไรนะไม่เคยเห็นมาก่อนเลย]
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย
[เสียงนั้นดังไปทั่วลาน แต่กลับส่งผลต่อเฉินคุนเพียงคนเดียว การควบคุมระดับนี้...ไม่ใช่สิ่งที่ของวิเศษจะทำได้ด้วยตัวเอง]
หลานชิงอวี้ลืมหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาจับจ้องชายหนุ่มบนเวทีโดยไม่ยอมละไปไหน
[นี่สินะสิ่งที่ศิษย์พี่ยูเตรียมไว้]
เมื่อเสียงโน้ตแรกจางหาย เงากระบี่สีครามทั้งหมดก็แตกสลาย เฉินคุนกลับมาขยับได้อีกครั้ง
เขารีบถอยออกไปหลายก้าว ความตกใจบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความอับอายและโทสะ เมื่อรู้ว่าผู้ชมทั้งสนามเห็นเขาถูกหยุดไว้ด้วยเสียงฟลุตเพียงโน้ตเดียว
เฉินคุนระเบิดลมปราณทั้งหมดออกมา คราวนี้ไม่เหลือท่าทีดูถูกเหมือนก่อน คมกระบี่ถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนพลังปราณสีครามจะรวมตัวเป็นกระบี่ขนาดใหญ่
“เพลงกระบี่ไร้เงา กระบวนท่าสังหาร!”
เฉินคุนฟันกระบี่ลงเต็มกำลัง
ยูรันมองพลังที่กำลังพุ่งเข้ามา ก่อนยกฟลุตขึ้นแตะริมฝีปากอีกครั้ง
โน้ตที่สองดังขึ้น
คราวนี้เสียงฟลุตไม่ได้อ่อนโยนเหมือนสายลม หากกลับหนักแน่นและดุดันราวกับคลื่นยักษ์กระแทกหน้าผา
พลังปราณรูปกระบี่แตกกระจายในพริบตา
แรงที่มองไม่เห็นพุ่งผ่านลานประลอง กระแทกร่างเฉินคุนจนเท้าทั้งสองหลุดจากพื้น เขาถูกผลักถอยหลังไปพร้อมกระบี่ในมือ ก่อนร่างจะลอยข้ามขอบเวทีและตกลงบนลานด้านล่าง
ตึง!
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งอัฒจันทร์อีกครั้ง
ยูรันลดฟลุตลง แล้วหมุนมันเล่นในมืออย่างสบายอารมณ์
กรรมการมองเฉินคุนที่อยู่นอกเขต ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่มบนเวที
“เฉินคุนออกนอกลาน ผู้ชนะ...ยูรันแห่งยอดเขาจันทรา!”
สองโน้ต
ตั้งแต่เริ่มจนจบ ยูรันเป่าฟลุตออกมาเพียงสองโน้ตเท่านั้น.
เขาฟันกระบี่ลงเต็มกำลัง
ยูรันมองพลังที่กำลังพุ่งเข้ามา ก่อนยกฟลุตขึ้นแตะริมฝีปากอีกครั้ง.