ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 23 เปลี่ยนเป็นเงินแทน
ชั่ววินาทีนั้น... บรรยากาศอันร้อนอบอ้าวของแสงแดดยามบ่ายเหนือลานประลองพลันสลายหายไปทันที! แทนที่ด้วยกระแสลมภูเขาอันเย็นสบายและสะอาดสะอ้านพัดโชยผ่านอัฒจันทร์หินอ่อน ชโลมจิตวิญญาณของผู้คนนับหมื่นให้รู้สึกผ่อนคลาย และเบาสบายดั่งลอยละลิ่วอยู่บนปุยเมฆหิมะสวรรค์
ผู้ชมหมื่นคนบนอัฒจันทร์ต่างพากันเบิกตากว้าง เคลิบเคลิ้มสติหลุดลอย บางคนถึงกับหลับตาพริ้มระบายลมหายใจยาวเหยียดด้วยความสบายใจอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตฝึกตนอันแสนตึงเครียด
"สวรรค์... เสียงเพลงนี่มันอะไรกันน่ะ ทำไมถึงได้ไพเราะและช่วยชะล้างความตึงเครียดในหัวใจข้าได้หมดสิ้นปานนี้!"
"ลมหนาวที่พัดผ่านมาพร้อมกับทำนองเพลง... ช่างอุ่นสบายและเย็นใจเหลือเกิน ข้าแทบอยากจะล้มตัวลงนอนหลับตรงนี้เลยทีเดียว!"
"เครื่องเป่าประหลาดนั่นผลิตเสียงดนตรีสวรรค์สะกดชีพจรได้ลึกล้ำยิ่งกว่าวิถีพิณบำบัดเสียอีก!"
ขณะเดียวกันบนอัฒจันทร์ฝั่งยอดเขาจันทรา
หนานอวี้หลับตาพริ้ม ปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า
“อืม...เสียงเพลงของน้องเล็กเพราะชะมัด”
รอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้านางได้เพียงครู่เดียว ดวงตาคู่นั้นก็ลืมขึ้นอย่างกะทันหัน
“เดี๋ยวนะ!”
เปลวเพลิงบาง ๆ ผุดขึ้นรอบเส้นผมอีกครั้ง
“เพราะก็ส่วนเพราะ แต่ยังไงข้าก็โกรธอยู่ดี! นี่เป็นเพลงที่น้องเล็กร้องให้พวกเราฟังกลางอ่าวนะ เหตุใดถึงเอามาเล่นให้คนทั้งสำนักฟังง่าย ๆ แบบนี้ น่าหงุดหงิดชะมัด!”
ไป๋หลิงที่กำลังปล่อยใจไปกับทำนองชะงักตาม นางเองก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ราวกับช่วงเวลาที่เคยเป็นของคนเพียงไม่กี่คนถูกนำมาแบ่งให้ผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งตัว
หลิงเยวี่ยยังคงนั่งนิ่ง เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปิดบังรอยยิ้มบาง
[เพลงยังคงไพเราะเหมือนคืนนั้น แต่ดูเหมือนหลังจบการประลอง ยูรันคงต้องอธิบายกับพวกนางอีกนาน]
ทางฝั่งของเย่อ้าวเทียน...
ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวถมึงทึงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขาสูดลมหายใจติดขัดจนแทบจะสำลักน้ำลาย สองตามองดูคนนับหมื่นพากันเลื่อมใสศรัทธาในท่วงทำนองเสียงเพลงของยูรัน แววตาเต็มไปด้วยเพลิงอิจฉาริษยาจนสติแตกคลั่งในดวงจิต
[บ้าจริง! ทำไม... ทำไมแม่นางมู่หรงฉินถึงยอมแพ้มันง่ายๆ เพียงเพื่อขอฟังเสียงโง่ๆ นั่นด้วยใบหน้าแดงก่ำขนาดนั้นด้วย?!]
เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดจนนิ้วมือจิกหินหยกแตกร้าว
เมื่อทำนองเพลงสวรรค์สิ้นสุดลงพร้อมความเย็นผ่อนคลายที่อบอวลทั่วสนาม มู่หรงฉินก้มศีรษะให้ยูรันด้วยใบหน้าแดงซ่านก่อนจะก้าวเท้าลงจากเวทีไปอย่างหมดจด
ศึกรอบก่อนชิงชนะเลิศปิดฉากลง ทิ้งภาพความตื่นตะลึงระคนเคลิบเคลิ้มของคนนับหมื่น
งานประลองศิษย์ใหม่รอบชิงชนะเลิศดำเนินมาถึงจุดสูงสุด ท้องฟ้ายามบ่ายแก่เริ่มเปลี่ยนแปรเป็นสีส้มทองอบอุ่น สายลมหนาวพัดเอื่อยเฉื่อยโชยผ่านอัฒจันทร์หินอ่อนอันกว้างขวางตระการตา ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่อาจหยุดยั้งกระแสความตื่นเต้นระทึกใจของฝูงชนนับหมื่นชีวิตที่ส่งเสียงโห่ร้องจนแผ่นดินรอบด้านสั่นสะเทือน
รอบชิงชนะเลิศที่ทุกคนเฝ้ารอคอย... การปะทะกันระหว่างสองอัจฉริยะผู้ไร้พ่ายในรุ่นศิษย์ใหม่!
"คู่ชิงชนะเลิศของงานประลองศิษย์ใหม่ประจำปี!" เสียงประกาศก้องกังวานทรงพลังของผู้อาวุโสผู้ตัดสินสะท้อนก้องทั่วทิศ "หลานชิงอวี้ ปะทะ... ยูรัน จากยอดเขาจันทราทั้งคู่!"
หลานชิงอวี้ก้าวขึ้นลานประลอง ก่อนประสานมือคำนับชายหนุ่มตรงหน้า
“ศิษย์พี่ยู ขอคำชี้แนะด้วย”
ยูรันคำนับกลับแล้วพยักหน้าให้นาง
หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย
“เช่นนั้น ข้าขอยอมแพ้”
ยูรันงงเป็นไก่ตาแตก
“ห๊ะ?”
หลานชิงอวี้กล่าวต่อด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงจาง ๆ
“แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน ข้าอยากฟังเพลงจากศิษย์พี่ยูเหมือนกัน”
ยูรันมองนางอย่างไม่เข้าใจ พร้อมเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
“เจ้าก็ด้วยเหรอ?”
หลานชิงอวี้พยักหน้า ก่อนรวบรวมความกล้ากล่าวประโยคสุดท้าย
“แต่เพลงของข้า...” หลานชิงอวี้หน้าแดงเล็กน้อย “ต้องเป็นเพลงที่ศิษพี่มอบให้ข้าคนเดียวนะ”
ผู้คนนับหมื่นบนอัฒจันทร์อ้าปากค้างพร้อมกัน
หนานอวี้ลุกพรวดขึ้น
“หน็อย! ศิษย์พี่รอง ท่านดูยัยชิงอวี้สิ! ยัยงูพิษนี่ฉวยโอกาสชัด ๆ!”
ไป๋หลิงมองหลานชิงอวี้ด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ครั้งนี้ข้าเห็นด้วยกับหนานอวี้ นางกำลังฉวยโอกาสจริง ๆ”
หนานอวี้รีบพยักหน้ารัว
“ใช่ไหมล่ะ! ขอเพลงที่เป็นของตัวเองคนเดียวเลยนะ โลภเกินไปแล้ว!”
เสียงแตกตื่นปะทุขึ้นทั่วอัฒจันทร์ทันที
“หลานชิงอวี้ยอมแพ้จริงเหรอ?!”
“นางผ่านมาถึงรอบชิงโดยไม่เคยแพ้ใคร แต่กลับยอมสละตำแหน่งเพื่อขอเพลงเพียงเพลงเดียวเนี่ยนะ!”
กรรมการเองยังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามย้ำ
“หลานชิงอวี้ เจ้ายืนยันว่าจะยอมแพ้?”
“ข้ายืนยัน”
หลานชิงอวี้ตอบโดยไม่ละสายตาจากยูรัน
ยูรันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพยักหน้า
“ก็ได้”
เขาหมุนฟลุตในมือหนึ่งรอบแล้วเก็บมันกลับเข้าไปในช่องเก็บของ
หลานชิงอวี้กะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ
“ศิษย์พี่ยูเก็บเครื่องเป่าทำไม ไหนท่านบอกว่าจะเล่นเพลงให้ข้าฟัง”
ยูรันไม่ได้ตอบ
เขายื่นมือเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนหยิบเครื่องดนตรีทำจากไม้รูปทรงประหลาดออกมา ลำตัวช่วงกลางโค้งมน มีคอยาวและสายเส้นเล็กขึงอยู่หลายเส้น
ผู้ชมรอบสนามต่างมองมันด้วยความสงสัย
“นั่นอะไรน่ะ?”
“รูปร่างคล้ายพิณ แต่เหตุใดต้องถือแบบนั้น?”
หนานอวี้เองก็ลืมเรื่องโกรธไปชั่วขณะ
“ศิษย์พี่รอง น้องเล็กไปทำของแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
ไป๋หลิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้”
หลิงเยวี่ยมองเครื่องดนตรีในมือยูรัน ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
[เจ้าเด็กคนนี้มีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่ตลอดจริง ๆ]
ยูรันนั่งลงกลางลานประลอง วางเครื่องดนตรีไว้บนต้นขา ก่อนใช้นิ้วดีดสายเบา ๆ เพื่อตรวจเสียง
ตึง...
เสียงแรกที่ดังขึ้นนุ่มลึกกว่าฟลุต ไม่ได้ลอยสูงไปตามสายลม แต่กลับอบอุ่นราวกับดังอยู่ข้างกายของผู้ฟัง
นิ้วของยูรันเริ่มเคลื่อนไปตามสาย ท่วงทำนองสบาย ๆ ค่อย ๆ ลอยไปทั่วลานประลอง ก่อนเสียงร้องของเขาจะดังตามขึ้นมา
วันที่เรานั้นเคยเอ่ยคำร่ำลา
เป็นคำสัญญาย้ำเตือนความทรงจำ
ว่าความเป็นจริง แม้ทุกสิ่งเวียนหมุนไป
ข้างในแค่หัวใจเหลือเพียงรักนิรันดร์
ก็เพราะเวลาไม่อาจจะคืนย้อนมา
แค่ปล่อยให้ลมพัดพาไปฉากสุดท้าย
ในวันไหนที่ใจของเธออ่อนแรงล้า
จันทร์เจ้าขา ฉันวอนข้อความฝากบอกเธอ
ก่อนหลับฝัน ให้มองพระจันทร์ดูดดื่ม
ความสัมพันธ์ที่ส่องกระทบเธอ
เสียงพูดคุยรอบอัฒจันทร์ค่อย ๆ เงียบลง
หลานชิงอวี้ยืนฟังอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาคู่นั้นเริ่มสั่นไหวตั้งแต่ได้ยินคำว่า “รักนิรันดร์” แต่เมื่อเสียงเพลงกล่าวถึงดวงจันทร์ นางก็ไม่อาจบอกตัวเองได้อีกว่าบทเพลงนี้ไม่มีความหมาย
หากในบางคราวแสงมาบดบังสายตา
ทำคำสัญญาเหลือเพียงความมืดดำ
แต่ในราตรีนี้จะกลับมาเหมือนเดิม
แววตาของเธอเติมให้รักงดงาม
ร้องบรรเลงเสียงเพลงเทาเทา
ท่ามกลางหมู่ดาว ร้อยเรื่องราวนับพัน
ในวันไหนที่ใจของเธออ่อนแรงล้า
จันทร์เจ้าขา ฉันวอนข้อความฝากบอกเธอ
ก่อนหลับฝัน ให้มองพระจันทร์ดูดดื่ม
ความสัมพันธ์ที่ส่องกระทบเธอ
หนานอวี้ที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเงียบลงโดยไม่รู้ตัว ไป๋หลิงเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก มีเพียงหลิงเยวี่ยที่ยังคงมองยูรันด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ท่วงทำนองดำเนินเข้าสู่ช่วงสุดท้าย
วันเดือนปีจะคอยมองดู
จันทร์กระจ่างจะคอยเคียงคู่
ส่องลงมาเพื่อคอยเฝ้าดู
ให้รักกลายเป็นศรัทธา
เมื่อเสียงสุดท้ายจางหาย ลานประลองทั้งแห่งยังคงเงียบสนิท
หลานชิงอวี้ยืนอยู่ที่เดิม น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านข้างแก้ม แต่นางไม่ได้ยกมือเช็ดออก
ยูรันมองนาง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เป็นไง?”
หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
“ข้าชอบ”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวย้ำ
“ชอบมาก”
กรรมการที่ยืนรอมานานจึงได้สติ ก่อนประกาศผลออกมาเสียงดัง
“หลานชิงอวี้ยอมแพ้ ผู้ชนะงานประลองศิษย์ใหม่ประจำปี...ยูรันแห่งยอดเขาจันทรา!”
เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งลาน
ทว่าหลานชิงอวี้ไม่ได้สนใจตำแหน่งชนะเลิศอีกแล้ว
สำหรับนาง บทเพลงที่เป็นของนางเพียงคนเดียวมีค่ามากกว่ารางวัลทั้งหมดบนแท่นเสียอีก.
ส่วนเย่อ้าวเทียน...
บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวถมึงทึงสั่นเทิ้มประหนึ่งคนโดนน้ำร้อนลวก สองมือจับขอบหินหยกแน่นจนหินแตกละเอียดเป็นผุยผง แววตาเดือดพล่านไปด้วยความเคียดแค้น เกลียดชัง และอิจฉาริษยาจนสติแตกคลั่งในดวงจิตอย่างที่สุด
"ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของงานประลองศิษย์ใหม่ประจำปี... ยูรัน จากยอดเขาจันทรา!" เสียงกรรมการประกาศก้องท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีสลักก้องกังวานสะท้านฟ้าดินของคนนับหมื่น!
ผู้อาวุโสเปิดกล่องไม้ เผยโอสถสีขาวนวลที่มีกลิ่นหอมกระจายออกมา
“รางวัลอันดับหนึ่ง โอสถชำระไขกระดูกระดับสูงหนึ่งเม็ด!”
สายตาของศิษย์ทั่วลานเต็มไปด้วยความอิจฉา
ยูรันมองโอสถอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม
“เปลี่ยนเป็นเหรียญวิญญาณได้ไหมขอรับ”
ผู้อาวุโสชะงัก “อะไรนะ?”
“ข้าไม่มีรากปราณ กินไปก็คงเสียของ แลกเป็นเงินให้ข้าแทนเถอะ”
ไป๋หลิงที่อยู่บนอัฒจันทร์พยักหน้าเห็นด้วยทันที
ผู้อาวุโสมองโอสถในมือ แล้วมองผู้ชนะที่ไม่สนใจมันแม้แต่น้อย ก่อนถอนหายใจ
“ได้ สำนักจะมอบเหรียญวิญญาณตามมูลค่าของโอสถให้เจ้า”