ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 29 งานของข้าอาจเลื่อนได้เล็กน้อย
เช้าวันถัดมา
หนานอวี้ออกจากเรือนพักเร็วกว่าปกติ
นางแทบไม่ได้เดิน แต่เหมือนกำลังกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดไปตามทางเดินป่าไผ่ ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
วันนี้จะได้เจอศิษย์น้อง
วันนี้จะได้กินข้าวกับศิษย์น้อง
และวันนี้จะได้ดูตำหนักใหม่ที่ศิษย์น้องสร้างไว้
เพียงคิดถึงสามเรื่องนี้ หนานอวี้ก็อารมณ์ดีสุดๆ
แต่เดินไปได้ไม่นาน นางก็เห็นเงาร่างสีขาวสองคนอยู่ข้างหน้า
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้
ทั้งสองคนหันมามองนางพร้อมกัน
"ศิษย์พี่รอง! ชิงอวี้! พวกเจ้าก็มาเร็วเหมือนกันหรือ"
ไป๋หลิงตอบเสียงเรียบ
"อืม"
หลานชิงอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย
"ข้าเพียงอยากดูไวๆ"
หนานอวี้พยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่าง
สุดท้ายทั้งสามจึงเดินไปยังริมสระมรกตพร้อมกัน
แต่ทันทีที่พ้นแนวป่าไผ่ออกมา
ทั้งสามคนก็หยุดเท้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ตำหนักสิบสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมสระมรกต เงาของมันทอดลงบนผิวน้ำใสเป็นภาพสะท้อนงดงาม ผนังหยกสีอ่อนรับแสงเช้า ระเบียงเรียงตัวเป็นชั้น ๆ อย่างประณีต หลังคาสูงสง่าซ้อนรับกับแนวเขา ดาดฟ้าบนสุดเหมือนลอยอยู่เหนือยอดไผ่
ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง
"นี่มันตำหนักตรงไหน"
นางมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง
"พระราชวังแล้ว"
หลานชิงอวี้เองก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาคู่สงบสั่นไหวเล็กน้อย
"สวยมาก สวยเกินไปแล้ว..."
นางพึมพำเสียงเบา
ส่วนหนานอวี้เบิกตากว้าง ก่อนตะโกนออกมาอย่างไม่เก็บอาการ
"ว้าว! ศิษย์น้องโคตรเจ๋ง!"
พูดจบ นางก็คว้ามือหลานชิงอวี้ แล้วหันไปเร่งไป๋หลิง
"รีบไปกันเถอะ ศิษย์พี่รอง ชิงอวี้!"
ไม่ไกลจากประตูตำหนัก ยูรันยืนรออยู่แล้ว พร้อมยิ้มทักทาย
"อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่รอง พี่สาม ชิงอวี้"
หนานอวี้พุ่งเข้าไปใกล้แทบจะทันที
"ศิษย์น้อง นี่เจ้าสร้างจริง ๆ ใช่ไหม!"
"น่าจะใช่นะ"
"ใหญ่เกินไปแล้ว!"
"ข้าก็คิดแบบนั้นนิดหน่อย"
ไป๋หลิงเดินตามเข้ามา สายตายังคงกวาดสำรวจโครงสร้างอย่างละเอียด
หลานชิงอวี้มองยูรันเงียบ ๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา
"ศิษย์พี่ เหนื่อยหรือไม่"
ยูรันส่ายหน้า
"ไม่เหนื่อย"
หลังจากทักทายกันเล็กน้อย ยูรันก็พาทั้งสามคนเข้าไปด้านใน
เขาอธิบายตำหนักตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงดาดฟ้าอย่างรวบรัด
จากนั้นยูรันให้ทั้งสามคนเลือกห้องของตัวเอง
เมื่อเลือกเสร็จ ยูรันก็ยื่นป้ายหยกให้คนละสามแผ่น แผ่นแรกป้ายผ่านตำหนักสำหรับส่วนกลาง แผ่นสองป้ายผ่านห้องสำหรับห้องพักตัวเอง แผ่นสามป้ายสำหรับควบคุมห้อง
หนานอวี้รีบเก็บป้ายทั้งสามแผ่นไว้ในแหวนเก็บของทันที
หลานชิงอวี้รับป้ายไปอย่างระมัดระวัง ส่วนไป๋หลิงพลิกดูค่ายกลบนป้ายด้วยความสนใจ
ยูรันกล่าวต่อ
"รายละเอียดระบบห้อง เดี๋ยวพวกท่านไปลองเองทีหลังนะ ตอนนี้ไปกินข้าวก่อน"
คำว่า กินข้าว ทำให้หนานอวี้ตื่นตัวขึ้นทันที
"บนดาดฟ้าหรือ"
"ใช่แล้ว"
ยูรันพาทั้งสามยังดาดฟ้า
เมื่อประตูเปิดออก ลมเช้าเย็นสบายก็พัดเข้ามาเบา ๆ ศาลากลางดาดฟ้ามีโต๊ะอาหารจัดไว้เรียบร้อยแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสามคนชะงัก ไม่ใช่อาหาร
เป็นหลิงเยวี่ยที่นั่งอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
ทั้งสามคนรีบคารวะอาจารย์ หนานอวี้เอ่ยปากถาม
"คารวะท่านอาจารย์ ศิษย์ขอถามว่าอาจารย์มารอนานหรือยังเจ้าคะ"
ยูรันเดินไปนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ
"อ้อ อาจารย์มาอยู่ตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว เวลาจริง ๆ คือตอนเย็นของสองวันก่อน รวม ๆ ก็ประมาณหนึ่งวันกับอีกหกชั่วโมง"
"..."
ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
หนานอวี้เป็นคนแรกที่ได้สติ
"เดี๋ยวนะ ศิษย์น้อง นี่มันหมายความว่ายังไง!"
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
"ก็ตามที่ยูรันพูดนั่นแหละ"
หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปากเล็กน้อย
[อาจารย์ชิงมาอยู่ก่อนตั้งแต่เมื่อไร...ข้าพลาดแล้ว]
ไป๋หลิงมองหลิงเยวี่ยเงียบ ๆ
สีหน้าของอาจารย์ยังคงสงบเหมือนเดิม แต่ใบหูแดงจาง ๆ ที่ยังไม่หายสนิท กับท่าทางหลบสายตาไปชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้นางรู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ หนานอวี้จึงหันขวับไปหายูรันแทน
"ศิษย์น้อง! นี่มันหมายความว่ายังไง อาจารย์มาอยู่ตั้งแต่เย็นของสองวันก่อน แปลว่าข้าพลาดอาหารที่เจ้าทำไปสี่มื้อเลยนะสิ!"
นางกำหมัดแน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
"ไม่ยอม!"
ไป๋หลิงยกมือขึ้นนวดขมับทันที
[หนานอวี้...นี่คือประเด็นสำคัญจริง ๆ หรือ]
หลานชิงอวี้พูดไม่ออก
ส่วนหลิงเยวี่ยทำเหมือนไม่ได้ยินความตะกละของหนานอวี้แม้แต่น้อย
ไป๋หลิงทนไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงเข้ม
"หนานอวี้ ศิษย์น้องก็ทำอาหารให้เจ้าครบเจ็ดวันแล้วไม่ใช่หรือ อย่าเหลวไหล"
หนานอวี้เบะปากทันที
"ศิษย์พี่รอง! ความรู้สึกมันไม่เหมือนกันนี่นา"
"ไม่เหมือนกันตรงไหน"
"อาหารที่ศิษย์น้องทำให้ข้า กับอาหารที่ศิษย์น้องทำให้คนอื่นก่อนข้ารู้ มันไม่เหมือนกัน!"
"..."
ไป๋หลิงสูดลมหายใจเบา ๆ
"เลิกโวยวายแล้วนั่งลงซะ"
หนานอวี้ทำแก้มป่อง แต่ก็ยอมนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ
ไป๋หลิงจึงหันไปถามหลิงเยวี่ยแทน
"อาจารย์ อยู่มาสองวันแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง
เดิมนางตั้งใจจะตอบอย่างเรียบง่ายว่า สะดวก สงบ และระบบค่ายกลใช้งานได้ดี
แต่พอคิดถึงเมื่อวาน ความทรงจำกลับผุดขึ้นมาเอง
พระอาทิตย์ขึ้นเหนือสระมรกต
ชาร้อนในยามเช้า
มื้อกลางวันที่เงียบสงบ
แดดอุ่นบนดาดฟ้า
ผ้าห่มบางที่ถูกคลุมให้ตอนนางเผลอหลับ
พระอาทิตย์ตกที่ย้อมผิวน้ำเป็นสีทอง
และท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยดาว
หลิงเยวี่ยนิ่งไป
จากนั้นก็พึมพำเสียงเบาอย่างไม่รู้ตัว
"เมื่อวาน...ดูพระอาทิตย์ขึ้น นอนกลางวันด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ตกดิน อืม...แล้วก็นั่งดูดาวด้วยกัน..."
"..."
เงียบ
หนานอวี้อ้าปากค้าง
หลานชิงอวี้นิ่งไปทั้งตัว
ไป๋หลิงค่อย ๆ หันมามองยูรัน
ยูรันที่กำลังตักข้าวอยู่ถึงกับคิ้วกระตุก
[เชี่ย อะไรวะเนี่ย อาจารย์ไปโดนตัวไหนมา เหม่อลอยแถมพึมพำให้คนเข้าใจผิดอีก]
เขารีบเรียกสติหลิงเยวี่ย
"อาจารย์"
หลิงเยวี่ยสะดุ้งเล็กน้อย
"หืม?"
ยูรันมองนางด้วยสีหน้าสงบ
"ท่านป่วยรึเปล่า?"
หลิงเยวี่ยกะพริบตา
จากนั้นเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองพูดอะไรออกไป
ใบหูของนางแดงขึ้นทันที พร้อมหันหน้าหนี
ไป๋หลิงมองอาจารย์ที่หันหน้าหนีอย่างเงียบ ๆ
แววตาของนางค่อย ๆ ลึกลง
[มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ ๆ]
[คราวก่อนอาจารย์ก็เหมือนจะหึง ตอนนี้ยังพูดเรื่องดูพระอาทิตย์ขึ้น นอนกลางวัน ดูพระอาทิตย์ตก แล้วก็ดูดาวด้วยกันอีก]
[หรือว่า...อาจารย์จะชอบศิษย์น้อง?]
นางค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อซ่อนสายตาที่กำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
หลานชิงอวี้นั่งนิ่งอยู่กับที่ ภายนอก นางยังคงสงบ
แต่ในใจกลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
[กรี๊ดดดดด]
[อะไรคือดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน]
[อะไรคือนอนกลางวันด้วยกัน]
[ยังดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันอีก]
[แล้วดูดาวด้วยกันตอนกลางคืนคืออะไร!]
ใบหน้าของนางยังเรียบเฉย แต่ปลายหูเริ่มขึ้นสีจาง ๆ จากความคิดที่วิ่งชนกันมั่วไปหมด
ส่วนหนานอวี้นั้น ไม่มีความสงบให้พูดถึงตั้งแต่แรก
นางกัดฟันกรอด ตะกี้นางได้ยินเต็มสองรูหู อาจารย์พูดเอง
แถมตอนยูรันถามว่าอาจารย์ป่วยหรือเปล่า อาจารย์ยังไม่อธิบายอะไรให้ชัดเจนอีก
[ไม่ได้]
[ยอมไม่ได้]
[ข้ามาก่อนนะ]
หนานอวี้กำหมัดแน่นใต้โต๊ะ
[อาจารย์ต้องชอบศิษย์น้องแน่ ๆ ร้อยเปอร์เซ็น]
[ไม่ได้การแล้ว]
[ข้าต้องอ้อนให้ศิษย์น้องดูพระอาทิตย์ขึ้นกับดูดาวเป็นเพื่อนข้าด้วย]
นางเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างประหลาด
จากนั้นหนานอวี้ก็ลุกพรวดขึ้น หยิบจานข้าวของตัวเองเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งลงข้างยูรันอย่างเป็นธรรมชาติ
ยูรันที่กำลังจะคีบอาหารให้ตัวเองชะงักไปเล็กน้อย
เขาหันไปมองจานข้าวที่ถูกวางลงข้าง ๆ แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองหนานอวี้
"ศิษย์พี่สาม?"
หนานอวี้ขยับเก้าอี้เข้าใกล้อีกนิด ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ
"ศิษย์น้อง"
"หืม?"
"คืนนี้ดูดาวเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะ"
ยูรันนิ่งไป
หนานอวี้รีบยื่นหน้าเข้าไปอีกเล็กน้อย น้ำเสียงหวานขึ้นอย่างผิดปกติ
"นะ นะ ๆ ๆ"
"..."
หลิงเยวี่ยที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบชะงักไปเล็กน้อย
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที "ศิษย์พี คืนนี้...ข้าก็ดูดาวด้วยได้หรือไม่"
หนานอวี้หันขวับ
"หลานชิงอวี้! อย่าสอด!"
ไป๋หลิงมองศิษย์น้องทั้งสองคนด้วยแววตาเอือมระอาอย่างเห็นได้ชัด
นางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเบา ๆ
"พวกเจ้า..."
สุดท้ายไป๋หลิงก็ถอนหายใจ ไม่อยากจะยุ่งเรื่องนี้
"ช่างเถอะ"
หลานชิงอวี้ที่กำลังจะก้มหน้ากินข้าว พลันชะงักเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
นางเงยหน้ามองยูรัน
"ศิษย์พี่ คืนนี้...ท่านจะร้องเพลงด้วยใช่ไหม"
คำว่า ร้องเพลง ทำให้ไป๋หลิงที่เพิ่งตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่ง ชะงักทันที
มือที่กำลังจะหยิบถ้วยชาหยุดค้างกลางอากาศ
[ร้องเพลง กับดูดาว?]
[นี่มัน...]
ไป๋หลิงค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างสงบเกินไป
"ข้าคิดดูอีกที"
หนานอวี้หันไปมองนางทันที
ไป๋หลิงกล่าวเสียงเรียบ
"งานของข้าอาจเลื่อนได้เล็กน้อย"