คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 33 มุ่งหน้าแดนลับ 17,405 ตัวอักษร

ตอนที่ 33 มุ่งหน้าแดนลับ 1

เช้าวันถัดมา

ลานรวมพลหน้าประตูสำนักเมฆาจันทร์มีศิษย์จากหลายยอดเขามารวมตัวกันแล้ว

ครั้งนี้สำนักส่งตัวแทนจากยอดเขาหลัก ยอดเขากระบี่ ยอดเขาวารีกระจ่าง ยอดเขาโอสถ และยอดเขาจันทราเข้าร่วมแดนลับ

ยอดเขาหลักรับหน้าที่คุมขบวนและประสานงานกับราชวงศ์

ยอดเขากระบี่รับหน้าที่แนวหน้า

ยอดเขาโอสถรับหน้าที่รักษาและเก็บสมุนไพร

ยอดเขาวารีกระจ่างรับหน้าที่สนับสนุน

ส่วนยอดเขาจันทรา...

หลายสายตาหันไปมองกลุ่มของหลิงเยวี่ยโดยไม่รู้ตัว

หลิงเยวี่ยยืนอยู่ด้านหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ไป๋หลิงยืนอยู่ข้างนางพร้อมแผ่นหยกบันทึกรายการของจำเป็น หนานอวี้ดูตื่นเต้นกว่าทุกคน ส่วนหลานชิงอวี้กวาดตามองขบวนรอบด้านเงียบ ๆ

ยูรันยืนอยู่ท้ายกลุ่มเล็กน้อย มือหนึ่งถือกล่องอาหารเช้า อีกมือหนึ่งลูบกระเป๋าเสื้อเหมือนกำลังตรวจว่าตนเองพกของกินมาครบหรือยัง

หนานอวี้หันมองเขา

“ศิษย์น้อง เจ้าเอาอะไรมาเยอะขนาดนั้น”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ของจำเป็น”

“ของกินทั้งหมดเลยใช่ไหม”

“ศิษย์พี่สาม ท่านอย่าดูถูกของกินนะ ในสถานการณ์คับขัน อาหารดี ๆ อาจช่วยชีวิตคนได้”

หนานอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“อืม ข้าเห็นด้วย”

ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ

“เจ้าสองคนเห็นด้วยกันเรื่องนี้เร็วเกินไปแล้ว”

ไม่ไกลจากขบวนยอดเขาหลัก เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ในชุดศิษย์สีขาว ใบหน้ายังคงสุภาพอ่อนโยนเหมือนเดิม

ครั้งนี้เขาไม่ได้เดินทางในฐานะศิษย์ของยอดเขาจันทรา แต่ถูกจัดให้อยู่กับทีมยอดเขาหลักในฐานะศิษย์ตัวแทนพิเศษของสำนัก

ต่อให้หลิงเยวี่ยไม่อยากยุ่งกับเขาอีก แต่ระดับพลังและประสบการณ์ของเย่อ้าวเทียนยังมีประโยชน์ต่อการสำรวจแดนลับ สำนักจึงไม่คิดตัดเขาออกจากภารกิจเช่นนี้

เย่อ้าวเทียนเหลือบมองไปทางยอดเขาจันทรา

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ยูรัน

ชายหนุ่มชุดเทายืนหาวอยู่ข้างหลิงเยวี่ย ท่าทางไม่เหมือนคนกำลังจะเข้าแดนลับอันตรายเลยแม้แต่น้อย

รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่อ้าวเทียนแข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่ง

[แดนลับครั้งนี้ ข้าต้องเอาทุกอย่างกลับคืนมา]

[ชื่อเสียง โชควาสนา และสายตาของทุกคนที่ควรเป็นของข้า]

ราวกับรับรู้ได้ ยูรันหันไปมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนยกมือทักทายอย่างเกียจคร้าน

เย่อ้าวเทียนยิ้มตอบอย่างสุภาพ

แต่ในใจแทบอยากหักมือข้างนั้นทิ้ง

ไม่นานนัก ผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักก็ประกาศให้ออกเดินทาง

เรือเหาะของสำนักเมฆาจันทร์ลอยขึ้นจากลานรวมพลอย่างช้า ๆ ศิษย์จากแต่ละยอดเขาถูกจัดให้อยู่แยกส่วนกันเพื่อความเป็นระเบียบ ยอดเขาจันทราได้พื้นที่ด้านท้ายเรือซึ่งเงียบกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย

ยูรันเดินไปนั่งลงข้างหน้าต่างทันที

หนานอวี้รีบตามไปนั่งฝั่งหนึ่ง

หลานชิงอวี้มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกนั่งอีกฝั่งของโต๊ะ

ไป๋หลิงนั่งลงตรงข้ามยูรันอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนหลิงเยวี่ยนั่งลงข้างเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

หนานอวี้มองตำแหน่งที่นั่งของอาจารย์ แล้วคิ้วกระตุกเล็กน้อย

[อาจารย์นั่งข้างศิษย์น้องอีกแล้ว]

ยูรันหยิบกล่องอาหารออกมาวางบนโต๊ะ

“กินก่อนไหม เดินทางหนึ่งวัน ถ้ารอถึงเย็นคงน่าเบื่อ”

หนานอวี้ตาเป็นประกายทันที

“กิน!”

ไป๋หลิงมองเขา

“เจ้าเพิ่งกินเช้ามาไม่ใช่หรือ”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ แต่นั่นคืออาหารเช้า อันนี้คืออาหารระหว่างเดินทาง”

ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง

นางรู้สึกว่าหากเถียงต่อ ตนเองอาจแพ้เหตุผลประหลาดของยูรันอีกครั้ง

กลิ่นอาหารค่อย ๆ ลอยออกไปจากพื้นที่ท้ายเรือ

ศิษย์ยอดเขาอื่นบางคนหันมามองโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานนัก มู่หรงฉินจากยอดเขาวารีกระจ่างก็เดินเข้ามาหา นางหยุดอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของยอดเขาจันทรา ก่อนประสานมืออย่างสุภาพ

“ศิษย์พี่ยู”

ยูรันเงยหน้าขึ้น

“หืม?”

มู่หรงฉินมองเขาเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีจาง ๆ

“คราวก่อน เพลงของท่านไพเราะมาก”

หนานอวี้ที่กำลังคีบอาหารชะงักทันที

หลานชิงอวี้วางถ้วยชาลงเงียบ ๆ

ไป๋หลิงหลุบตาลงมองกล่องอาหารตรงหน้า ราวกับเริ่มเห็นความวุ่นวายก่อนมันจะเกิดขึ้น

ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ

“ขอบคุณ”

มู่หรงฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“หากมีโอกาส ข้ายังอยากฟังอีกสักครั้ง”

หนานอวี้เงยหน้าขึ้นทันที

“โอกาสคงไม่มีง่าย ๆ หรอก เขาต้องร้องให้พวกข้าฟังก่อน”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ

“ใช่”

มู่หรงฉินชะงักไปเล็กน้อย

ยูรันมองทั้งสามคน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“เจ้าชินไว้ก็ดี”

ยูรันหันไปมองอาจารย์

“อาจารย์ ท่านก็เป็นไปกับพวกนางด้วยเหรอ”

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไร”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

“คำตอบแบบนี้คุ้น ๆ นะ”

ช่วงบ่าย การเดินทางผ่านไปอย่างราบรื่น

ศิษย์จากยอดเขากระบี่ฝึกกระบี่อยู่บริเวณดาดฟ้าเรือ ยอดเขาโอสถตรวจรายการยากับสมุนไพรจำเป็น ยอดเขาหลักหารือเรื่องเส้นทางกับผู้อาวุโสคุมขบวน ส่วนยอดเขาวารีกระจ่างกระจายตัวเฝ้าระวังรอบเรืออย่างเป็นระเบียบ

ฝั่งยอดเขาจันทรากลับเงียบสงบที่สุด

หลิงเยวี่ยหลับตาพักผ่อน

ไป๋หลิงตรวจรายการของจำเป็น

หลานชิงอวี้อ่านแผนที่แดนลับจำลอง

หนานอวี้กินของว่าง

ยูรันนอนเอนหลังอยู่ข้างหน้าต่าง

ภาพนั้นทำให้ศิษย์ยอดเขาอื่นที่แอบมองอยู่รู้สึกสับสนเล็กน้อย

นี่คือทีมที่ชนะงานประลองศิษย์ใหม่จริงหรือ

ทำไมดูเหมือนมาเที่ยวมากกว่าออกภารกิจ

เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ไกลออกไป มองภาพนั้นด้วยแววตาลึกลง

[หัวเราะไปเถอะ]

[เมื่อเข้าแดนลับแล้ว ทุกอย่างจะไม่ง่ายเหมือนบนเรือเหาะ]

[โชควาสนาในแดนลับควรเป็นของผู้ที่คู่ควร]

[ไม่ใช่คนธรรมดาที่อาศัยกลอุบายกับของแปลกประหลาด]

ยามเย็น เรือเหาะของสำนักเมฆาจันทร์ก็มาถึงค่ายชั่วคราวหน้าหุบเขาตอนเหนือ

แดนลับยังไม่เปิดเต็มที่

เหนือหุบเขามีม่านแสงขนาดใหญ่คล้ายผิวน้ำบาง ๆ สั่นไหวอยู่กลางอากาศ ลวดลายค่ายกลโบราณปรากฏขึ้นแล้วจางหายเป็นระยะ รอบพื้นที่มีทหารของราชวงศ์ตั้งแนวคุ้มกันไว้แล้ว

เมื่อเรือเหาะลงจอด ขุมกำลังอื่นก็มาถึงก่อนหน้าบ้างแล้ว

ธงของราชวงศ์ชางหลันตั้งอยู่กลางค่าย

ไม่ไกลกันคือกลุ่มของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยมากับลม

อีกด้านเป็นสำนักกระบี่เมฆคราม ศิษย์แต่ละคนสะพายกระบี่ ท่าทีคมกริบ

หุบเขาหมื่นอสูรตั้งค่ายอยู่ใกล้แนวป่า มีเสียงสัตว์อสูรในกรงค่ายกลดังต่ำ ๆ เป็นระยะ

หอค่ายกลเทียนจีตั้งแผ่นคำนวณและเสาค่ายกลขนาดเล็กไว้หน้าม่านแสง

ส่วนหอการค้าหมื่นสมบัติกำลังจัดเสบียง ยา และเครื่องมือสำรวจอย่างเป็นระเบียบ

ทุกคนลงจากเรือเหาะ

หนานอวี้มองไปรอบ ๆ

“คนเยอะกว่าที่คิดแฮะ”

ไป๋หลิงพยักหน้าเบา ๆ เห็นด้วย

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

“คารวะผู้อาวุโสหลิง ไม่ได้พบกันนาน”

หญิงงามวัยผู้ใหญ่ในชุดขาวเขียวของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์เดินเข้ามาพร้อมศิษย์ติดตามสองคน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยมากับตัวนาง ท่าทีสุภาพ สงบนิ่ง แต่แววตาคมชัดแบบคนที่ผ่านคนเจ็บ คนตาย และคนดื้อไม่ยอมกินยามามากเกินพอ

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ

“ผู้อาวุโสซู”

ซูเม่ยเหยายิ้มบาง ๆ

“วันนี้เซียวซินเยวี่ยไม่ได้มาด้วย เนื่องจากติดภารกิจในตำหนักโอสถ แต่นางฝากความคิดถึงถึงอาจารย์ของนาง รวมถึงศิษย์พี่ศิษย์น้อง และยังฝากมาถึงศิษย์น้องใหม่ที่ชนะเลิศงานประลองด้วย”

หลานชิงอวี้สะกิดยูรันเบา ๆ

“ดูสิ ศิษย์พี่ ท่านดังเหมือนกันนะ”

ยูรันเหลือบมองนางพร้อมยักไหล่เหมือนไม่สนใจ

ผู้อาวุโสซูหันมาทางยูรัน

“คงเป็นเจ้าสินะ”

ยูรันประสานมือ

“คารวะผู้อาวุโสซู ข้าชื่อยูรัน”

“ข้าชื่อซูเม่ยเหยา เป็นผู้อาวุโสของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์”

ซูเม่ยเหยามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนยิ้มขึ้นอีกเล็กน้อย

“ยูรัน? หน้าตาดูหล่อเหลาไม่เบา ขนาดยังไม่มีพลังบำเพ็ญยังดูสง่างามถึงขนาดนี้ ได้ยินมาว่าเจ้าชนะเลิศงานประลองด้วยเครื่องเป่า เป่าเพียงสองโน้ตเท่านั้น”

หนานอวี้ชะงักเล็กน้อยกับคำว่า “หล่อเหลา” ก่อนแอบเหลือบมองยูรันอย่างไม่รู้ตัว

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“น่าสนใจ ข้าเองก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน”

ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

หญิงสาวในเครื่องแบบราชวงศ์กึ่งทางการเดินเข้ามาพร้อมองครักษ์ไม่กี่คน ท่าทีสง่างาม สุขุม และมั่นคง ดวงตาคมใสของนางกวาดผ่านทุกคน ก่อนหยุดอยู่ที่ยูรัน

“ข้าคือองค์รัชทายาท นามว่าเซี่ยหลานอิง”

ยูรันชะงักในใจเล็กน้อย

[หลานอิง? มีหลานอิงสองคน? ไม่สิ สมองข้าพังแล้วรึไง คนหนึ่งเซี่ยหลานอิง อีกคนสุ่ยหลานอิง]

เขาประสานมืออย่างสุภาพ

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท ข้าชื่อยูรัน”

คนอื่น ๆ รีบถวายพระพรตามทันที มีเพียงหลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยาที่เพียงประสานมือคารวะตามฐานะผู้อาวุโส

ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“ข่าวลือนั้นมักกล่าวเกินจริงเสมอพะยะค่ะ องค์รัชทายาทและผู้อาวุโสซูอย่าได้ใส่ใจ”

เซี่ยหลานอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“เจ้านี่มีอารมณ์ขันนัก ข่าวลือต้องมีที่มาไม่ชัดเจนสิ แต่นี่เป็นรายงานจากคนของราชวงศ์ จะเรียกว่าข่าวลือได้อย่างไร”

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย

“อ้าว เป็นแบบนั้นหรือพะยะค่ะ”

บรรยากาศรอบข้างเงียบลงไปชั่วขณะ