คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 34 มุ่งหน้าแดนลับ 27,805 ตัวอักษร

ตอนที่ 34 มุ่งหน้าแดนลับ 2

เซี่ยหลานอิงมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง แววตาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม

[น่าสนใจ... ยิ่งดูยิ่งน่าสนใจ]

นางกล่าวช้า ๆ

“ดูเหมือนผู้อาวุโสซูจะพูดไม่ผิด เจ้าหน้าตาหล่อเหลาไม่เบาจริง ๆ”

คำพูดนั้นทำให้หนานอวี้ชะงักทันที

หลานชิงอวี้เหลือบมองรัชทายาทเงียบ ๆ

ไป๋หลิงมองยูรัน แล้วมองเซี่ยหลานอิง ก่อนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาใหม่อาจกำลังเดินเข้ามาด้วยตัวเอง

เซี่ยหลานอิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสบาย

“อีกทั้งยังไม่มีพลังบำเพ็ญ แต่กลับเอาชนะศิษย์ใหม่ทั้งหมดได้ด้วยเครื่องเป่าเพียงสองโน้ต ข้าย่อมอยากฟังด้วยตนเองสักครั้ง”

ยูรันประสานมืออย่างสุภาพ

“เป็นเกียรติที่ได้รับความสนใจจากองค์รัชทายาท แต่ว่า...”

เซี่ยหลานอิงเลิกคิ้วเล็กน้อย

“แต่ว่า?”

ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าเกรงว่าคงไม่สามารถหาเวลาเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทได้ง่ายนักพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ข้ามีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง อีกทั้งยังต้องทำอาหารให้อาจารย์ ศิษย์พี่ และศิษย์น้องทุกวัน ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัย”

เซี่ยหลานอิงชะงักไปเล็กน้อย

“ทำอาหาร?”

นางมองเขาด้วยความแปลกใจ

“ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกินอาหารแล้ว หรือว่าอาหารของเจ้ามีพลังวิญญาณ ช่วยเพิ่มพูนตบะได้?”

ยูรันส่ายหน้าอย่างสงบ

“ไม่ใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดต่อ หนานอวี้ก็โพล่งขึ้นมาทันที

“เป็นเพราะอาหารของศิษย์น้องยูอร่อยมากต่างหากเจ้าค่ะ!”

คิ้วของยูรันกระตุกเบา ๆ

[ยัยสมองมีแต่ของกินเอ๊ย เจ้ากำลังทำให้ตัวเองซวยอยู่นะ]

เซี่ยหลานอิงหันไปมองหนานอวี้ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย

“อร่อยมาก?”

จากนั้นนางหันไปทางหลิงเยวี่ย

“จริงหรือไม่ ผู้อาวุโสหลิง”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างสงบ

“จริง”

หลานชิงอวี้พยักหน้าตามเงียบ ๆ

ไป๋หลิงเองก็พยักหน้าเบา ๆ อย่างไม่คิดปฏิเสธ

คำตอบพร้อมเพรียงเกินคาดนั้นทำให้แววตาของเซี่ยหลานอิงยิ่งสนใจขึ้นกว่าเดิม

“เช่นนั้นยิ่งต้องหาเวลามาพบข้าไม่ใช่หรือ”

นางมองยูรันด้วยรอยยิ้มบาง

“ข้าจะได้ฟังเจ้าเล่นเครื่องดนตรี และชิมอาหารฝีมือเจ้าด้วย”

หนานอวี้มุมปากกระตุกยิก ๆ

[บัดซบ... ข้าไม่น่ารีบพูดเลย โต๊ะอาหารกำลังโดนแย่ง]

ยูรันเหลือบมองนางอย่างว่างเปล่า

สายตานั้นทำให้หนานอวี้รีบหลบตาทันที

ซูเม่ยเหยาที่ฟังอยู่ด้านข้างหลุดหัวเราะเบา ๆ

“น่าสนใจจริง ๆ ศิษย์ใหม่ของยอดเขาจันทราคนนี้ ไม่เพียงเล่นเครื่องดนตรีได้ ยังทำอาหารจนผู้ฝึกตนยอมกินทุกวันด้วย”

ยูรันถอนหายใจในใจ

[เรื่องเริ่มไปกันใหญ่แล้ว]

ไม่ไกลออกไป เย่อ้าวเทียนยืนอยู่กับกลุ่มยอดเขาหลัก

ตั้งแต่รัชทายาทมาถึง เขาก็เตรียมรอยยิ้มสุภาพไว้แล้ว

แต่สายตาของนางกลับไม่หยุดที่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว

ผู้อาวุโสซูก็เช่นกัน

ทุกคนสนใจแต่ยูรัน

รอยยิ้มของเย่อ้าวเทียนแข็งค้าง สีหน้าค่อย ๆ เขียวคล้ำอย่างควบคุมไม่อยู่

[ข้ายืนอยู่ตรงนี้แท้ ๆ]

[ทำไมถึงเป็นมันอีกแล้ว]

เขากำหมัดใต้แขนเสื้อแน่น ก่อนฝืนรักษาท่าทีสุภาพไว้

[แดนลับครั้งนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้เองว่าใครกันแน่ที่คู่ควร]

หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ทุกฝ่ายก็แยกย้ายกลับไปเตรียมตัวของตนเอง

แดนลับยังไม่เปิด ทุกคนจึงทำได้เพียงรออยู่หน้าหุบเขา

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ

ศิษย์จากสำนักต่าง ๆ ตรวจอาวุธ ตรวจป้ายสื่อสาร และจัดขบวนตามคำสั่งของผู้อาวุโสแต่ละฝ่าย ขณะที่หอค่ายกลเทียนจียังคงเฝ้าดูการสั่นไหวของม่านแสงเหนือหุบเขาอย่างใกล้ชิด

ไม่นานหลังจากนั้น ม่านแสงเหนือหุบเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณ

ผิวน้ำแสงสีเงินตรงหน้าค่อย ๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นทางเดินมืดสลัวที่ทอดลึกเข้าไปในแดนลับ

ประตูแดนลับเปิดออกแล้ว

หลังเสียงประกาศจากราชวงศ์ดังขึ้น ทุกฝ่ายก็ทยอยเข้าสู่แดนลับตามลำดับ

ม่านแสงสีเงินกลืนร่างผู้คนเข้าไปทีละกลุ่ม กลิ่นอายเย็นชื้นจากด้านในลอยออกมาปะทะใบหน้า ราวกับอีกฟากหนึ่งไม่ใช่หุบเขาเดิม แต่เป็นโลกที่ถูกทิ้งไว้เนิ่นนาน

ยูรันมองทางเข้าครู่หนึ่ง ก่อนเอามือซุกแขนเสื้อ

“ข้าขอไปเดินเล่นรอแล้วกัน”

พูดจบ เขาก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปด้านในอย่างเป็นธรรมชาติ

หลานชิงอวี้รีบก้าวตามทันที

“ศิษย์พี่ยู ข้าไปด้วย”

หนานอวี้ไม่ยอมแพ้

“ข้าเองก็ไปด้วย!”

หลิงเยวี่ยมองทั้งสามคน แล้วกล่าวเสียงเรียบ

“อย่าไปก่อเรื่องล่ะ”

ยูรันหยุดเท้า แล้วหันกลับมามองนาง

“ข้าว่าท่านน่าจะห่วงอีกคนมากกว่าข้านะ”

หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย

ยูรันเหลือบมองไปทางเย่อ้าวเทียนที่กำลังเดินตามกลุ่มยอดเขาหลักเข้าแดนลับ

“ศิษย์พี่รอง ท่านอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ก็แล้วกัน”

ไป๋หลิงที่กำลังจะก้าวตามเขาไปชะงักทันที

“ข้า?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่สิ ในที่นี้นอกจากอาจารย์ ท่านอาวุโสสุดแล้วนี่ ถ้าไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นใคร”

ไป๋หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

นางอยากตามไปด้วย

แต่เมื่อมองตามสายตาของยูรันไปยังเย่อ้าวเทียน นางก็เข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร

ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกแปลก ๆ ก็ยังผุดขึ้นมาในใจ

[ทำไมข้ารู้สึกเหมือนโดนกีดกัน]

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ทั้งที่ไม่รู้ว่านางหยิบถ้วยชามาจากตอนไหน

“ไปเถอะ”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“งั้นเดี๋ยวเจอกัน”

พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในแดนลับพร้อมหลานชิงอวี้และหนานอวี้

เมื่อทั้งสามคนหายลับเข้าไปในม่านแสง หลิงเยวี่ยจึงค่อย ๆ หันไปมองเย่อ้าวเทียน

จากนั้นเงาร่างของทั้งสองคนก็เคลื่อนไปยังทิศทางของเย่อ้าวเทียน


หนานอวี้เอียงคอมองเขา

"ศิษย์น้อง เราจะไปไหนกัน"

"ข้าจะไปหาริมทะเลสาบ แล้วนอนสักหน่อย"

"นอน?"

"ใช่ ข้าเป็นคนธรรมดาอยู่ ง่วงนอนก็เป็นเรื่องธรรมดา"

หลานชิงอวี้เบ้ปากเล็กน้อย

"ข้าว่าศิษย์พี่ยูแค่ขี้เกียจแล้วง่วงเฉย ๆ เท่านั้นแหละ"

ยูรันเดาะลิ้น

"จิ๊"

หลานชิงอวี้หันขวับทันที

"ตะกี้ศิษย์พี่จิ๊ปากใส่ข้าใช่ไหม? ใช่ไหม?!"

ยูรันไม่สนใจ เดินหาทะเลสาบต่อไป

ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงทะเลสาบเล็ก ๆ กลางป่าแดนลับ

ยูรันมองรอบหนึ่ง ก่อนหยิบของตั้งแคมป์ออกมาจากช่องเก็บของอย่างเป็นลำดับ ทั้งเบาะ โต๊ะเตี้ย เตาเล็ก หม้อ กระทะ เครื่องปรุง และคันเบ็ด

จากนั้นเขาก็นั่งลงริมฝั่ง แล้วหย่อนเบ็ดลงน้ำ

"ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้ ตกปลาด้วยกันไหม ถ้าตกได้ เดี๋ยวข้าทำปลาทอดกับปลานึ่งให้กิน"

ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที

"มาแข่งกันดีกว่า ใครตกได้ตัวใหญ่ที่สุด คนนั้นได้เลือกเมนูก่อน!"

หลานชิงอวี้รับคันเบ็ดมาอย่างเงียบ ๆ

ทั้งสามจึงใช้เวลาไปกับการตกปลา กินข้าว และนอนพักอยู่ริมทะเลสาบอย่างสบายใจ

ในขณะเดียวกัน

เย่อ้าวเทียนกำลังเดินลึกเข้าไปในป่าแดนลับพร้อมศิษย์ยอดเขาหลักหลายคน

เขาตรวจหาสมุนไพร หินแร่ และร่องรอยพลังวิญญาณอย่างละเอียด ทุกครั้งที่พบของเล็กน้อย สีหน้าของเขาก็ดูพอใจขึ้นเล็กน้อย

แต่เมื่อคิดว่ายูรันอาจกำลังได้ของดีกว่าอยู่ที่ไหนสักแห่ง ความพอใจนั้นก็หายไปทันที

[ไอ้ขยะนั่นต้องกำลังแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แล้วแอบหาสมบัติอยู่แน่]

[ข้าจะต้องหาให้ได้มากกว่ามัน]

ไม่ไกลจากนั้น หลิงเยวี่ยกับไป๋หลิงเดินตามอยู่ห่าง ๆ

หลิงเยวี่ยมองแผ่นหลังของเย่อ้าวเทียนอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงเบา

"ข้าผิดเองที่ไม่ได้สอนเขาให้มากกว่านี้"

ไป๋หลิงส่ายหน้า

"ท่านไม่ผิดหรอกค่ะ ท่านอาจารย์"

หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง

"เมื่อก่อนเขายังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่ง ตอนที่ข้าพบเขาครั้งแรก เขาโดดเดี่ยว น่าสงสาร แต่ก็มีพรสวรรค์ ข้าจึงพากลับมา"

นางมองเย่อ้าวเทียนที่กำลังค้นหาสมุนไพรอย่างรีบร้อน

"หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงคิดว่าเขาพยายามมากขึ้นเพราะเคยผ่านความทรมานมา แต่ตอนนี้ ท่าทางของเขากลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว"

"แววตานั้น ไม่ใช่เพียงความมุ่งมั่น แต่มันเต็มไปด้วยความอยากเอาชนะ ความเหี้ยมโหด และความแค้น"

ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย

"เกี่ยวกับศิษย์น้องยูหรือเปล่าคะ"

หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ

"ข้าก็ไม่แน่ใจ"


หลังจากผ่านไปสองวัน เวลากลางคืน

เวลาพักผ่อนของทุกคนมาถึงอีกครั้ง

ยูรัน หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ยังคงอยู่ริมทะเลสาบเหมือนเดิม

ตอนนี้ทั้งสามกำลังนอนหลับอยู่ใต้ร่มไม้

ทันใดนั้น

วิ้ง...

แสงวาบสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในสมองของยูรัน

ดวงตาของเขาค่อย ๆ ลืมขึ้น

[เจอแล้ว]

ยูรันนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองอีกฝั่ง

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ยังคงนอนหลับอยู่ไม่ไกลกัน

เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เดินไปหยิบผ้าห่มบาง แล้วห่มให้ทั้งสองคนทีละคน

จากนั้นยูรันจึงหันหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง

[ทัศนะศูนย์]

กลิ่นอายของเขาค่อย ๆ จางลง

ไม่ใช่เพียงพลังปราณ

แต่รวมถึงเสียงฝีเท้า ลมหายใจ และตัวตนของเขาเอง ราวกับถูกลบออกจากบริเวณนั้นอย่างเงียบงัน

ยูรันมองหนานอวี้กับหลานชิงอวี้อีกครั้ง ก่อนเดินออกไปยังทิศทางนั้น

หลังจากยูรันเดินออกไปไกลประมาณหนึ่ง

หลานชิงอวี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสะกิดหนานอวี้เบา ๆ

"ศิษย์พี่สาม เมื่อครู่นี้มันอะไรน่ะ?"

หนานอวี้ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

"อะไร?"

หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ตอนแรกข้ายังสัมผัสถึงศิษย์พี่ยูได้ แต่พอเขาเดินออกไป กลับเหมือนสัมผัสไม่ได้เลย"

หนานอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง

นางมองผ้าห่มบนตัวเอง แล้วหันไปมองทิศทางที่ยูรันเดินจากไป

"ข้าก็ไม่รู้" นางลุกขึ้นนั่งช้า ๆ "ข้ารู้แค่ว่า ตามไปดูกันเถอะ"

หลานชิงอวี้พยักหน้า

หนานอวี้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

"เหมือนศิษย์น้องจะเดินไปทางนั้นนะ"

ทั้งสองคนเก็บผ้าห่มอย่างรวดเร็ว ก่อนตามร่องรอยที่แทบไม่เหลืออยู่ของยูรันไปอย่างเงียบ ๆ