คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 35 กระจกเทพ? 17,513 ตัวอักษร

ตอนที่ 35 กระจกเทพ? 1

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

ยูรันเดินผ่านสัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าอย่างไม่ใส่ใจ

บางตัวกำลังกินซากสัตว์อยู่ริมทาง บางตัวนอนหมอบอยู่ใต้รากไม้ใหญ่ บางตัวถึงขั้นเดินผ่านข้างเขาไปในระยะไม่กี่ก้าว

ทว่าพวกมันกลับไม่มีแม้แต่ท่าทีจะสนใจยูรันเลยแม้แต่น้อย ราวกับตรงนั้นไม่มีใครอยู่ตั้งแต่แรก

ยูรันเดินลึกเข้าไปในป่าแดนลับอีกระยะหนึ่ง ก่อนหยุดเท้า

เขามองซ้าย มองขวา จากนั้นสบถในใจอย่างเงียบ ๆ

[เวรเอ้ย เหมือนจะหลงทาง]

ไม่ไกลนัก หนานอวี้กับหลานชิงอวี้แอบตามมาอยู่ห่างพอสมควร

หลานชิงอวี้มองภาพตรงหน้ามานานแล้ว ในที่สุดก็อดพึมพำไม่ได้

"ศิษย์พี่ทำได้ยังไงนะ สัตว์อสูรไม่โจมตีเขาเลย"

หนานอวี้มองยูรันที่เดินผ่านฝูงสัตว์อสูรอย่างสบายใจ ก่อนกล่าวเบา ๆ

"ดูเหมือนตอนที่เขาอยู่ริมทะเลสาบ ก่อนออกมา พวกเราก็สัมผัสถึงเขาไม่ได้เหมือนกัน"

หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย

"หรือว่าจะสัมผัสไม่ได้แค่รอบตัวเขา พวกเราอยู่ไกลออกมาเลยยังเห็นตัวเขาได้ แต่พออยู่ใกล้ ๆ สัตว์อสูรเลยมองไม่เห็น"

หนานอวี้พยักหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

"น่าจะเป็นแบบนั้นนะ"

นางมองแผ่นหลังของยูรันต่อ ก่อนหรี่ตาลง

"แต่ตอนนี้ข้าอยากรู้มากกว่าว่า ศิษย์น้องมาทำอะไร"

อีกหนึ่งชั่วยามผ่านไป

ในที่สุด ยูรันก็มาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง

บริเวณตรงหน้าดูเหมือนไม่มีอะไรเลย

มีเพียงพื้นดินว่างเปล่า ต้นไม้ประปราย และหญ้าสูงที่ไหวตามลมเบา ๆ

ทว่าอากาศตรงนั้นกลับนิ่งผิดปกติ

ยูรันหยุดอยู่หน้าพื้นที่ว่างนั้น

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่ตามมาอยู่ด้านหลัง เห็นเขาหยุดก็อดแปลกใจไม่ได้

หลานชิงอวี้มองพื้นที่โล่งตรงหน้า

"ศิษย์พี่ ตรงนี้มันไม่มีอะไรเลยไม่ใช่หรือ"

หนานอวี้เหลือบมองนาง

"ข้าก็มาพร้อมเจ้านี่แหละ ถามทำไมนัก รอดูต่อไป"

แต่ยูรันไม่ได้หยุดตรวจสอบนาน

เขาเพียงเดินตรงเข้าไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจอะไร

ร่างของเขาชนเข้ากับพื้นที่ว่างเปล่านั้น

แกร๊ก

เสียงบางอย่างแตกออกเบา ๆ

จากนั้นอากาศตรงหน้าก็บิดเบี้ยวราวกับผิวน้ำถูกรบกวน

ค่ายกลลวงตาที่ซ่อนอยู่พังทลายลงทันที

ภาพพื้นที่ว่างเปล่าค่อย ๆ ฉีกออก เผยให้เห็นโบราณสถานเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ด้านใน

ตัวอาคารดูทรุดโทรม ซ่อมซ่อ ผนังหินเต็มไปด้วยฝุ่น ตะไคร่น้ำ และรอยแตกร้าว เถาวัลย์พันเลื้อยตามเสาโบราณที่เอียงเล็กน้อย ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งไว้เนิ่นนานจนไม่มีใครจดจำ

หลานชิงอวี้กับหนานอวี้สบตากันทันที

แววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

คราวนี้หนานอวี้เป็นฝ่ายพูดก่อน

"บ้าเอ้ย ศิษย์น้องรู้ได้ยังไงว่ามีโบราณสถานอยู่ตรงนี้"

นางมองค่ายกลที่เพิ่งแตกสลาย แล้วดวงตาเริ่มสว่างขึ้น

"มีค่ายกลวางไว้ ต้องมีของดีแน่ รีบตามไปเร็ว!"

พูดจบ ทั้งสองก็รีบตามเข้าไป

ด้านในโบราณสถานไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด

เมื่อเดินผ่านประตูหินผุพังเข้ามา ก็พบเพียงห้องโถงใหญ่โล่ง ๆ ห้องหนึ่งเท่านั้น

ไม่มีทางเดินแยก ไม่มีห้องลับให้เห็น ไม่มีรูปปั้น ไม่มีแท่นบูชา ไม่มีหีบสมบัติ

พูดง่าย ๆ ก็คือ มันไม่มีอะไรเลย

มีเพียงห้องโถงเก่า ๆ กว้างใหญ่หนึ่งห้อง ฝุ่นหนาเต็มพื้น และกลิ่นอับชื้นของกาลเวลาที่หมักหมมอยู่ในอากาศ

ยูรันเดินเข้ามาหยุดตรงกลางห้องโถง

เขามองไปรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ

จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา

"ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้"

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาถึงชะงักทันที

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ

"พวกท่านแอบตามข้ามาทำไมกัน ไม่นอนรออยู่เฉย ๆ"

หนานอวี้ตีมึน รีบเดินเข้ามาหาเขา

"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าแอบตามมา"

"ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก"

ยูรันตอบโดยไม่หันกลับมา

"แต่ท่านตะโกนเสียงดังว่า บ้าเอ้ย ก่อนเข้ามา ถ้าไม่ได้หูหนวก ก็ต้องรู้ไหม"

หนานอวี้ "..."

หลานชิงอวี้แอบขำอยู่ในใจ

หนานอวี้หันขวับไปมองนางทันที

"ชิงอวี้ เจ้าแอบหัวเราะใช่ไหม"

หลานชิงอวี้รีบส่ายหน้า

"ข้าเปล่านะ"

หนานอวี้หรี่ตามองนางอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยังจับหลักฐานไม่ได้

หลานชิงอวี้จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง หันไปถามยูรันแทน

"ศิษย์พี่ยูมาทำอะไรเหรอคะ"

ยูรันตอบอย่างสงบ

"อ้อ ข้ามาเดินเล่น แล้วหลงทาง"

"..."

ห้องโถงเก่าแก่พลันเงียบลงทันที

หนานอวี้ค่อย ๆ หันกลับมามองเขา

"ศิษย์น้อง เจ้าคิดว่าข้าโง่ใช่ไหม"

หนานอวี้ชี้ไปรอบ ๆ ห้องโถง

"ที่นี่มีค่ายกลวางไว้ แถมเจ้าก็เดินดุ่ม ๆ เข้ามาเหมือนรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรขวางอยู่ หมายความว่ายังไง!"

ยูรันมองหนานอวี้ มองหลานชิงอวี้ แล้วมองห้องโถงว่างเปล่ารอบตัว

สุดท้ายเขาก็ยักไหล่เบา ๆ

"เอาล่ะ ๆ ข้าสารภาพก็ได้"

หนานอวี้กอดอกทันที

หลานชิงอวี้เองก็ตั้งใจฟังขึ้นมา

ยูรันกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ข้ามาหาของนั่นแหละ"

หนานอวี้หรี่ตา

"แล้วเรื่องหลงทางล่ะ"

"อ้อ ข้าหลงจริงเหมือนกัน ถ้าข้ารู้ทางคงใช้เวลาแค่สามสิบนาทีแล้วไม่เดินมาสองชั่วโมงหรอก"

"..."

หนานอวี้พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง

หลานชิงอวี้มองห้องโถงโล่ง ๆ

"แล้วของที่ศิษย์พี่ยูตามหา อยู่ที่นี่หรือคะ"

ยูรันยิ้มบาง

"น่าจะใช่ มันนอนอยู่ เดี๋ยวมันก็ตื่น เรารอสักพักแล้วกัน"

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้หันมามองเขาพร้อมกัน

ของอะไรยังต้องรอให้มันตื่นอีก?

ทั้งสองคนยังไม่ทันถาม ผ่านไปไม่นาน โบราณสถานทั้งหลังก็สั่นไหวขึ้นเบา ๆ

ครืน...

ฝุ่นบนพื้นสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย

ลายค่ายกลจาง ๆ ใต้พื้นหินสว่างวาบขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะดับหายไป

หลานชิงอวี้รีบฉวยโอกาสกอดแขนยูรันทันที

"ศิษย์พี่ เมื่อกี้มันอะไรน่ะ ที่นี่สั่นเล็กน้อยแล้วก็มีแสงวาบด้วย ข้ากลัวมากเลย"

หนานอวี้หันขวับ

"ชิงอวี้ เจ้าฉวยโอกาสกอดศิษย์น้องใช่ไหม ปล่อยแขนเดี๋ยวนี้!"

หลานชิงอวี้ไม่สนใจ

นางกอดแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

เห็นดังนั้น หนานอวี้ก็กัดฟันกรอด โกรธจนแววตาสั่นระริก

นางสาบานในใจว่า กลับไปเมื่อไร ต้องหาโอกาสกระทืบหลานชิงอวี้ให้ได้สักที

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ

"เอาล่ะ ๆ เลิกทะเลาะกัน มันตื่นแล้ว รอมันพูดก่อน"

สิ้นเสียงเขา เสียงหัวเราะแหบพร่าก็ดังสะท้อนขึ้นทั่วห้องโถง

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เจ้าพวกมดปลวกที่หลงเข้ามาในสถานที่ซ่อม--"

ยูรันรีบแทรกทันที

"เดี๋ยว ๆ พอ ๆ ไม่ต้องพูดเปิดเสียเวลา แนะนำตัวเองพอ จะพูดน้ำทำไมเยอะแยะนัก"

เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง

เงียบแบบไม่คาดคิดว่าจะถูกขัด

จากนั้นมันจึงดังขึ้นอีกครั้ง

"ข้าคือของวิเศษระดับเทพที่แท้จริง ชื่อของข้าคือ กระจกเทพสัจธรรม มีอานุภาพสะท้อนจิตวิญญาณของผู้ที่เหยียบย่างเข้ามา เพื่อดึงเอาความกลัวและความทรงจำลึก ๆ ในอดีตออกมากักขังดวงจิตของพวกเขาให้อยู่ในมิติมายาอันไร้ทางออกชั่วนิจนิรันดร์ กัดกินดวงวิญญาณให้แห้งเหี่ยวจนแตกสลาย ต่อให้เป็นตัวตนระดับมหาจักรพรรดิ นักบุญ ราชันย์นักบุญ จักรพรรดินักบุญ เซียน หรือแม้แต่เทพเซียน หากบุกรุกเข้ามายังวิหารแห่งนี้ แล้วโดนพลังสะท้อนของข้า ย่อมไม่มีวันรอดพ้นอย่างเด็ดขาด ไม่มีผู้ใดหนีรอดจากมายาของข้าไปได้หรอก เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ..."

หลังฟังจบ หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ก็หน้าซีดเผือกทันที

หนานอวี้เผลอกอดแขนอีกข้างของยูรันโดยไม่รู้ตัว

"ศิษย์น้อง เรากลับกันดีไหม ฟังดูแล้วมันน่ากลัวมากนะ ขนาดเทพเซียนยังไม่รอดเลย"

หลานชิงอวี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง

เสียงกระจกหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

"เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ สายไปแล้ว พวกเจ้ามีโอกาสออกไปตั้งแต่ตอนที่ข้ายังหลับอยู่ แต่พวกเจ้ากลับรอจนข้าตื่นขึ้น พวกเจ้าไม่มีทางหนีอีกแล้ว!"

ยูรันเพียงหาวเบา ๆ

"อ้อ งั้นเหรอ"

"..."

เสียงกระจกเงียบไปทันที

[ไอเวรนี่มันแค่พูดว่า 'อ้อ งั้นเหรอ'?]

[ข้าเป็นกระจกเทพนะเหวย กระจกที่แม้แต่เทพยังดับสูญ!]

[ไอเวรนี่มันตอบกลับแค่นี้เนี่ยนะ?!]

ไม่นาน เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงความเดือดดาลชัดเจน

"ท่าทีอะไรของแก! จะตายอยู่แล้วไม่กลัวเลยรึไง! ข้ากักขังได้แม้กระทั่งเทพเซียน เจ้าไม่มีแม้แต่รากปราณด้วยซ้ำ เป็นแค่มนุษย์แท้ ๆ กล้าดียังไงมาเมินข้า!"

ยูรันมองไปรอบ ๆ ห้องโถง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

"ข้าว่าเจ้าแสดงท่าทีเกินจริงไปหน่อยนะ"

กระจกหัวเราะเสียงแหลมทันที

"เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ ของมันแน่อยู่แล้ว ข้าสังหารได้แม้กระทั่งเทพเซียนเชียวนะ เคี๊ยก ๆ ๆ ๆ!"

ยูรันส่ายหน้า

"ข้าหมายถึง ตอนเจ้าหัวเราะว่า เคี๊ยก ๆ น่ะ มันดูเกินจริงไปหน่อยต่างหาก"

"..."

เสียงกระจกเงียบลงทันที

ห้องโถงเก่าแก่พลันเงียบสนิท

[ข้าพูดไปตั้งเยอะเรื่องพลัง แต่ไอ้เด็กนี่กลับคิดแค่ตรงเสียงหัวเราะของข้างั้นเหรอ]

ไม่ใช่แค่กระจก

แม้แต่หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่ยืนกอดแขนยูรันอยู่คนละข้าง ก็อดคิดแบบเดียวกันไม่ได้

หนานอวี้มองยูรันด้วยสีหน้าซีด ๆ

[ศิษย์น้อง...ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นจริง ๆ หรือ]

หลานชิงอวี้เองก็เงียบไปครู่หนึ่ง

[ศิษย์พี่ยู บางครั้งก็กล้าหาญในทิศทางแปลกเกินไปแล้ว]

ความเงียบนั้นกินเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ

จากนั้นเสียงกระจกก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยความเดือดดาล

"ไอ้สารเลวเอ๊ย! ข้าเป็นกระจกเทพนะเหวย! พลังของข้าสังหารได้กระทั่งเทพเซียน แต่เจ้ากลับได้ยินแค่เสียงหัวเราะของข้าเนี่ยนะ!"

ลายค่ายกลบนพื้นห้องโถงเริ่มสว่างขึ้นอย่างรุนแรง

อากาศเย็นลงทันที

"เตรียมตัวตาย!"