คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 39 หาจับไก่อ้วน ๆ มาตุ๋น7,526 ตัวอักษร

ตอนที่ 39 หาจับไก่อ้วน ๆ มาตุ๋น

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ เอามาทำคอกสัตว์ ศิษย์พี่ยูบอกว่ากลับไปต้องทำฟาร์มสัตว์อสูร เรามีฟาร์มสัตว์น้ำแล้ว แต่สัตว์บกยังไม่ได้ทำ ว่าจะขุนให้อ้วนแล้วค่อยเชือดมากินทีหลัง”

เซี่ยหลานอิงแปลกใจเล็กน้อย

“พวกเจ้าทำฟาร์มด้วยเหรอ?”

หนานอวี้ยืดอกทันที

“ใช่ ศิษย์น้องรักข้าจะตายไป ทำทุกอย่างที่ข้ากินได้ให้หมดเลย”

ไป๋หลิงหันขวับ

“เหลวไหล! เจ้าตัวกินล้างผลาญ ศิษย์น้องกำลังช่วยเราหาเงินต่างหาก”

หนานอวี้ไม่ยอมแพ้

“ศิษย์พี่รอง มันก็เหมือนกัน ต่างกันตรงไหน!”

เซี่ยหลานอิงฟังทั้งสองหยอกล้อกันเงียบ ๆ แววตาค่อย ๆ ลึกขึ้น

[ฟังแบบนี้ ข้ายิ่งอยากได้ตัวเขามากขึ้นไปอีก กลับไปต้องทูลขอเสด็จน้าให้เอาตัวมาให้ได้]

นางหันไปมองหลิงเยวี่ย แล้วยิ้มบาง

“ผู้อาวุโสหลิงโชคดีมาก ฟังแบบนี้ ข้าอยากได้เขามากกว่าเดิมอีก”

แกร๊ก

ถ้วยชาที่หลิงเยวี่ยกำลังจิบอยู่แตกละเอียดเป็นผุยผงในมือ

บรรยากาศรอบโต๊ะเย็นลงทันที

หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“องค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิง มุกตลกของท่านมากเกินไปหน่อยมั้ง?”

เซี่ยหลานอิงยังคงยิ้ม

“ข้าดูเหมือนกำลังเล่นตลกอยู่งั้นเหรอ ผู้อาวุโสหลิง”

แรงกดดันเริ่มแผ่ออกจากร่างของทั้งสองคน ปะทะกันเงียบ ๆ กลางโต๊ะอาหาร

ไป๋หลิงหน้าตึงขึ้นทันที

[ใช่แน่ ๆ มันต้องใช่แน่ ๆ อาจารย์กำลังหึงหวงศิษย์น้องแน่ ๆ ท่าไม่ดีแล้ว]

หลานชิงอวี้กับหนานอวี้เองก็ชะงักพร้อมกัน

แววตาของทั้งสองคนเปลี่ยนไปในเวลาเดียวกัน

[หน็อย จะแย่งศิษย์พี่ไปจากพวกเรางั้นเหรอ ฝันไปเถอะ]

[จะแย่งศิษย์น้องของข้าไปงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ]

ผู้อาวุโสซูเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดี ก็ลอบถอนหายใจในใจ

[แย่แล้ว เจ้าเด็กคนนี้ทำให้คนชื่นชอบเยอะจริง ๆ]

นางเหลือบมองยูรันที่ยังนั่งเอนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล

[แต่ว่า... ข้าเองก็อยากได้เขาเหมือนกัน]

ผู้คนรอบข้างที่เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันผิดปกติ รีบถอยห่างออกไปทีละก้าว

“เกิดอะไรขึ้น ตอนแรกเห็นคุยกันถูกคอ ทำไมอยู่ ๆ ถึงจะเปิดศึกกันได้”

“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

เสียงกระซิบดังขึ้นเบา ๆ รอบบริเวณ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้โต๊ะอาหารนั้นอีก

ส่วนยูรัน ตัวการของเรื่องทั้งหมด กำลังนั่งหลับปุ๋ยพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

ไม่ไกลออกไป เย่อ้าวเทียนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว

องค์รัชทายาท ผู้อาวุโสซู แม้แต่อาจารย์

ทุกคนล้วนมองไปทางยูรัน ความโกรธพลันแล่นขึ้นมาในอกของเย่อ้าวเทียนจนแทบควบคุมไม่อยู่

[นี่มันเกิดอะไรขึ้น]

[องค์รัชทายาทถึงกับสนใจมัน?]

[พวกท่านต้องสนใจข้าสิ]

มือของเขากำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ

รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าค่อย ๆ บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว

[ข้าต่างหากที่เป็นอัจฉริยะของสำนักเมฆาจันทร์]

[ข้าต่างหากที่สมควรถูกจับตามอง]

[ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นมันไปหมด]

ในจังหวะที่แรงกดดันของหลิงเยวี่ยและเซี่ยหลานอิงกำลังจะปะทะกันหนักขึ้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังเข้ามาจากด้านนอก

ทหารราชวงศ์นายหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนคุกเข่าลงข้างเซี่ยหลานอิง

“รายงานองค์รัชทายาท!”

เซี่ยหลานอิงยังไม่ละสายตาจากหลิงเยวี่ย

“ว่ามา”

ทหารผู้นั้นรีบกล่าว

“หน่วยสำรวจด้านตะวันออกพบวิหารขนาดใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! จากตำแหน่งและโครงสร้างค่ายกล คาดว่าน่าจะเป็นใจกลางของแดนลับแห่งนี้!”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะหยุดชะงักทันที

แรงกดดันของทั้งสองฝ่ายค่อย ๆ จางลง

หลิงเยวี่ยหลุบตาลง มองเศษถ้วยชาในมือของตน ก่อนสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ ให้เศษผงตกลงอย่างไร้เสียง

เซี่ยหลานอิงเองก็เก็บรอยยิ้มกลับมาเป็นสีหน้าสุขุมเช่นเดิม

“แจ้งทุกฝ่าย เตรียมเคลื่อนขบวนไปยังวิหาร”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ทหารรับคำแล้วรีบถอยออกไป

หลังเซี่ยหลานอิงออกไป บรรยากาศรอบโต๊ะจึงค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาที่แตกไปแล้วลงอย่างสงบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ทุกคนเตรียมตัว ไป๋หลิง ปลุกยูรันด้วย”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“เจ้าค่ะ”

นางลุกขึ้น เดินออกไปยังใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก

ยูรันยังนั่งเอนพิงลำต้น หลับตาเหมือนไม่รับรู้ความวุ่นวายทั้งหมดเมื่อครู่

ไป๋หลิงหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“ศิษย์น้อง เราจะออกเดินทางแล้ว หน่วยสำรวจแจ้งว่าเจอวิหารขนาดใหญ่ เราจะไปดูกัน”

ยูรันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

เขามองไป๋หลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยเสียงงัวเงียเล็กน้อย

“กินเสร็จแล้วเหรอ”

ไป๋หลิงนิ่งไปชั่วขณะ

“...เสร็จแล้ว”

ยูรันพยักหน้า แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

“งั้นไปกันเถอะ”

ไม่นานนัก ขบวนของทุกฝ่ายก็มาถึงหน้าวิหารที่หน่วยสำรวจค้นพบ

ตัววิหารตั้งอยู่กลางพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยเสาหินโบราณที่หักพังไปกว่าครึ่ง ผนังด้านนอกเต็มไปด้วยรอยสลักเก่าแก่ซึ่งถูกกาลเวลากัดกร่อนจนแทบอ่านไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้น แรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากภายในก็ยังทำให้ผู้คนรอบด้านเงียบลงโดยไม่รู้ตัว

ทางเข้าหลักของวิหารถูกปิดไว้ด้วยประตูหินสูงหลายจั้ง บนบานประตูมีลายค่ายกลซับซ้อนส่องแสงจาง ๆ เป็นระยะ

หอค่ายกลเทียนจีมาถึงก่อนแล้ว

ผู้อาวุโสของพวกเขาหลายคนกำลังยืนล้อมประตูหิน ใช้แผ่นคำนวณและเข็มวัดปราณตรวจสอบลายค่ายกลอย่างเคร่งเครียด

เซี่ยหลานอิงเดินไปหยุดหน้าประตู

“เปิดได้หรือไม่”

ผู้อาวุโสจากหอค่ายกลเทียนจีขมวดคิ้ว

“เปิดได้ แต่ต้องใช้เวลา ค่ายกลบนประตูเก่ามาก และยังมีชั้นป้องกันซ้อนอยู่หลายชั้น หากแก้ผิดจุด ประตูอาจปิดตาย หรือไม่ก็สะท้อนพลังกลับมา”

เสียงพูดคุยเบาลงทันที

หนานอวี้มองประตูหิน แล้วกระซิบเบา ๆ

“ศิษย์น้อง นี่มันดูคุ้นๆ นะ ลวดลายเหมือนที่โบราณสถานนั่นเป๊ะๆ เลยนี่”

ยูรันที่เพิ่งเดินมาถึงด้านหลังกลุ่ม เหลือบมองประตูนั้นครู่หนึ่ง

“ก็น่าจะใช่นะ ข้างในอาจจะมีของเจ๋ง ๆ ให้ศิษย์พี่เอาไปก็ได้ อย่างเช่น สัตว์อสูรที่เป็นนกไฟลุกท่วม ถ้าจับได้เอาไปเลี้ยงไว้ให้ออกไข่ ไม่ก็เอาไปตุ๋นด้วย น่าจะอร่อยนะ”

หนานอวี้ที่เมื่อครู่ยังมองประตูด้วยความระวัง พลันตาเป็นประกายทันที

“อื้ม ๆ ๆ ๆ ๆ งั้นเรารออะไรล่ะ ศิษย์น้องเดินชนไปเลย!”

คนรอบข้างที่กำลังฟังหอค่ายกลเทียนจีวิเคราะห์ประตูอยู่ เงียบลงไปพร้อมกัน

เดินชน?

ประตูค่ายกลโบราณตรงหน้านี้น่ะหรือ?

ยูรันยกมือห้ามหนานอวี้อย่างใจเย็น

“เดี๋ยวก่อน”

หนานอวี้ชะงัก “อะไรอีก”

“เอานี่ไปคนละอัน”

พูดจบ ยูรันก็หยิบถังหูลู่ออกมาหลายไม้

เขายื่นให้อาจารย์หนึ่งไม้ ไป๋หลิงหนึ่งไม้ หนานอวี้หนึ่งไม้ และหลานชิงอวี้หนึ่งไม้

หนานอวี้รับไปอย่างรวดเร็ว

“นี่แหละศิษย์น้องที่ข้ารู้จัก!”

หลานชิงอวี้มองถังหูลู่ในมือ ก่อนค่อย ๆ ยิ้มออกมาเล็กน้อย

ไป๋หลิงรับไว้เงียบ ๆ แม้สีหน้าจะบอกชัดว่าไม่เข้าใจว่าทำไมก่อนเข้าวิหารโบราณต้องแจกของหวาน

หลิงเยวี่ยถือถังหูลู่ไว้ในมืออย่างสงบนิ่ง ราวกับเรื่องนี้เป็นพิธีการปกติของยอดเขาจันทรา

ยูรันเหลือบไปทางเย่อ้าวเทียนเล็กน้อย

เย่อ้าวเทียนมองถังหูลู่ในมือยูรันด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่คิดยื่นมือรับ

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“ไม่เอาก็ไม่เป็นไร"

จากนั้นเขาจึงเก็บไม้ที่เหลือกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ

หนานอวี้ชี้ถังหูลู่ที่เขาเก็บกลับไปด้วยสีหน้าจริงจัง

“เขาไม่เอา ข้าเอาเอง!”

เย่อ้าวเทียนสีหน้ากระตุกเล็กน้อย

หนานอวี้ยังไม่หยุด

“ไอ้เจ้าโง่นี่ ของดีไม่รู้จักเอา ถ้าไม่อยากกินต่อไปก็ให้ข้าแทนไม่ต้องให้มันอีก หึ!”

รอบข้างเงียบลงไปชั่วขณะ

หลานชิงอวี้รีบก้มหน้าลงเล็กน้อย เหมือนพยายามกลั้นยิ้ม

ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ

“หนานอวี้ รักษามารยาทหน่อย”

หนานอวี้กอดถังหูลู่ในมือแน่น ทำเป็นไม่ได้ยิน

“ไปเลยศิษย์น้อง ไปหาจับไก่อ้วน ๆ มาตุ๋นกันดีกว่า”

เย่อ้าวเทียนสีหน้าเขียวปั๊ดทันที

มือของเขากำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ แต่ยังต้องฝืนรักษารอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้า

หนานอวี้ไม่แม้แต่จะมองเขาอีก นางกัดถังหูลู่ไปหนึ่งคำ แล้วควงแขนเดินไปกับยูรัน

หลานชิงอวี้เห็นดังนั้นก็รีบก้าวตาม

“อ๊ะ รอข้าด้วยศิษย์พี่ยู”

พูดจบ นางก็ควงแขนอีกข้างของยูรันเหมือนเป็นเรื่องปกติ

ไป๋หลิงชะงักทันที

“นะ นะ นะ นี่พวกเจ้า...”

ยังพูดไม่ทันจบ ทั้งสามคนก็เดินไปไกลแล้ว

ขณะที่ยูรันกำลังจะเดินตรงเข้าหาประตูวิหาร

ผู้อาวุโสจากหอค่ายกลเทียนจีนามว่า สือเจียนเทียน พลันตะโกนขึ้น

“เดี๋ยว พวกเจ้ากำลังทำอะไร? มันมีค่ายกลมองไม่เห็นรึไง?”

ยูรันหยุดเท้าเล็กน้อย “อ้อ เห็นแล้ว”

เสียงของผู้อาวุโสสือดังลั่น ทำให้คนรอบข้างหันมามองพร้อมกัน

ศิษย์คนหนึ่งจากหอค่ายกลเทียนจีขมวดคิ้ว

“เมื่อครู่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าจะให้ศิษย์น้องเดินชนค่ายกล บ้ารึเปล่า?”

เสียงจากยอดเขาอื่นของสำนักเมฆาจันทร์ดังขึ้นเบา ๆ

“นั่นมันยูรันนี่”

พอทุกคนนึกถึงตอนสอบเข้าสำนักทุกคนจึงรู้สึกไม่แปลกใจเท่าไร

“ทำไมข้ารู้สึกว่าถ้าเป็นเขา อาจจะเดินชนเข้าไปได้จริง ๆ กันนะ?”

องค์รัชทายาทและซูเม่ยเหยานึกถึงเรื่องที่หนานอวี้กับหลานชิงอวี้เล่าเมื่อเช้า เรื่องยูรันเดินชนค่ายกลจนพัง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะทำได้จริงหรือไม่

ทั้งสองจึงไม่ได้พูดอะไร

ซูเม่ยเหยาเพียงหันไปเตือนคนของตำหนักโอสถทันที

“ตำหนักโอสถห้ามใครวิจารณ์อะไรทั้งนั้น ใครพูด กลับไปข้าจะลงโทษให้หนัก”

ศิษย์ตำหนักโอสถรีบประสานมือรับคำ

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”