ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 42 มีลางสังหรณ์ไม่ดี
งูสี่เขาทั้งสองตัวแข็งค้างทันที มังกร?
หมอนี่กำลังพูดเรื่องอะไร
งูอย่างพวกเราเนี่ยนะ... จะกลายเป็นมังกร?
งูตัวผู้กับงูตัวเมียสบตากันแวบหนึ่ง ความคิดเดียวกันผุดขึ้นมาแทบพร้อมกัน
ตอบรับไปก่อน
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
ยูรันหรี่ตามองพวกมัน
“ดูเหมือนพวกแกจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไรเลยนะ ว่าข้าทำให้พวกแกเป็นมังกรได้”
งูทั้งสองตัวสะดุ้งพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่ออย่างใจเย็น
“ทำไม ไม่อยากเป็นมังกร? ถ้าไม่อยากคงต้องเอาไปตุ๋นจริงซะแล้ว”
งูตัวเมียรีบก้มศีรษะต่ำลงทันที
“พวกเราอยากเจ้าค่ะ เพียงแต่จะให้เชื่อทันทีเลยก็ออกจะเกินไปหน่อยนะเจ้าค่ะ”
งูตัวผู้รีบพยักหน้ารัว ๆ อยู่ข้าง ๆ
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“โอ้ ใช่ ๆ เกือบลืม พวกเจ้าพูดมีเหตุผล”
งูทั้งสองตัวแอบถอนหายใจโล่งอก
ยูรันกล่าวต่อ
“เอาละ งั้นข้ามีวิธีพิสูจน์”
พูดจบ เขาก็เอ่ยเรียกเสียงเรียบ
“กระจก ออกมาเก็บพวกมัน แล้วคุยกับพวกมันหน่อยว่าเจ้าเห็นอะไรจากข้า ส่วนเรื่องชื่อ ไว้ค่อยตั้งทีหลัง”
สิ้นเสียงยูรัน อากาศข้างตัวเขาพลันบิดเบี้ยวเล็กน้อย
ร่างโปร่งแสงของกระจกเทพสัจธรรมค่อย ๆ ปรากฏออกมาอย่างเงียบงัน
เมื่อเห็นงูสี่เขาทั้งสองตัว กระจกก็ชะงักไปเล็กน้อย
[คราวก่อนให้ข้าทำคอกสัตว์ คราวนี้ให้ข้าเก็บงูระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า... หน้าที่ของกระจกเทพตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงกลายเป็นผู้ดูแลสัตว์อสูรกัน]
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น มันก็ไม่กล้าพูดออกมา
กระจกก้มคำนับยูรันอย่างนอบน้อม
“ขอรับ”
แสงใสคล้ายผิวน้ำกระเพื่อมแผ่ออกจากร่างของมัน ปกคลุมงูสี่เขาทั้งสองตัวเอาไว้
งูทั้งสองตัวไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย เพียงก้มศีรษะลงต่ำ ก่อนร่างมหึมาจะค่อย ๆ ถูกดูดหายเข้าไปในพื้นที่ของกระจก
ภายในชั่วพริบตา โถงหน้าประตูก็โล่งขึ้นทันที
ยูรันปัดมือเบา ๆ ก่อนเดินกลับไปหากลุ่มคนที่รออยู่รอบนอกอย่างสบาย ๆ
สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว
หลิงเยวี่ยมองเขา “คุยเสร็จแล้ว?”
ยูรันพยักหน้า “อืม พวกมันยอมมาเฝ้ายอดเขาแล้ว”
ทั้งบริเวณเงียบลงทันที
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“แล้วตุ๋นล่ะ?”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“น่าเสียดายไม่มีการตุ๋น”
หนานอวี้หน้าเหี่ยวลงทันที
ยูรันมองสีหน้าผิดหวังของหนานอวี้ แล้วโบกมือเบา ๆ
“เอาละ เรื่องตุ๋นไม่ใช่ประเด็น”
หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่ใช่ประเด็นเหรอ”
ยูรันพยักหน้า
“พวกมันบอกว่าหลังประตูมีมรดกของมหาจักรพรรดิ อะไรสักอย่างนี่แหละ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศหน้าโถงหลักเงียบลงทันที
มหาจักรพรรดิ
เพียงสี่คำนี้ ก็ทำให้สายตาของผู้ฝึกตนทุกคนเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ซูเม่ยเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย
เซี่ยหลานอิงเองก็เงียบลงทันที สีหน้าที่เคยดูสบาย ๆ เริ่มจริงจังขึ้นมา
หลิงเยวี่ยมองบานประตูโถงหลักอย่างสงบนิ่ง แต่แววตาลึกลงกว่าเดิมเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน เย่อ้าวเทียนที่กำลังกัดฟันกรอดอยู่ไม่ไกล พลันหูผึ่งขึ้นมาทันที
[มรดกมหาจักรพรรดิ]
แววตาของเขาสว่างวาบด้วยความโลภ
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ มันต้องเป็นของข้า คราวนี้แหละ ข้าต้องไม่ให้มรดกนี้ตกไปเป็นของมัน มรดกต้องเป็นของข้า!!!!]
เขาพยายามกดสีหน้าเอาไว้ แต่ความโลภที่ผุดขึ้นมาในแววตากลับปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
ไป๋หลิงเหลือบมองเย่อ้าวเทียนเพียงแวบเดียว ก่อนขมวดคิ้วบาง ๆ
หลานชิงอวี้เองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ยูรันพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน
“อืมใช่มีบททดสอบ พวกมันบอกว่าไม่รู้ เพราะพวกมันไม่เคยเข้าไปทดสอบ”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย
“ต่อไปก็มีทั้งของวิเศษ เอ่อ... อะไรนะ”
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
ยูรันดีดนิ้วเบา ๆ
“อ้อ ระฆังอะไรสักอย่างที่ปล่อยพลังระดับมหายานขั้นสูงสุดออกมาได้ มันว่างั้น”
ทันทีที่คำว่า “มหายานขั้นสูงสุด” ดังขึ้น หลายคนถึงกับลมหายใจสะดุด
แต่ยูรันยังคงพูดต่อด้วยสีหน้าราวกับกำลังนึกว่าตอนเช้ากินอะไรไป
“แล้วยังมีอะไรอีกนะ กระบี่ของมหาจักรพรรดิ? วิชาของมหาจักรพรรดิ เช่น วิชากระบี่ วิชาหมัด วิชาแพทย์ ส่วนโอสถ ก็มีโอสถสำหรับผลัดกระดูก ล้างไข้กระดูกชำระจิตวิญญาณ? โอสถล้างสมอง? ไม่ใช่สิ จะไปมีโอสถล้างสมองได้ยังไง เอาเถอะ...”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอ่อ อืม น่าจะเท่านี้ละมั้ง จำไม่ได้แล้ว พอดีข้าไม่ค่อยสนใจ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง”
“...(꒪⌓꒪)...”
ความเงียบกดทับลงมาทั้งโถงทันที
ผู้คนรอบด้านมองเขาด้วยสีหน้าแข็งค้าง
ถามจริง? ลืมเร็วแท้? นั่นมรดกมหาจักรพรรดินะเห้ย!
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนหันไปกระซิบกับไป๋หลิง
“ศิษย์พี่รอง... ขนาดของกินศิษย์น้องยังจำได้แม่นกว่านี้อีกนะ”
ไป๋หลิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“นั่นยิ่งทำให้ข้าไม่รู้ว่าควรดีใจหรือควรปวดหัวมากกว่า”
ซูเม่ยเหยากุมหน้าผากทันทีเมื่อได้ยินคำว่าโอสถผลัดกระดูกและชำระจิตวิญญาณ
เซี่ยหลานอิงจ้องยูรันด้วยสายตาแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนเย่อ้าวเทียนนั้น แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้จนแทบซ่อนไม่อยู่แล้ว
ทันทีที่ได้ยินคำว่า มรดกมหาจักรพรรดิ เขาก็ก้าวพรวดออกไปโดยไม่รอคำสั่งของหลิงเยวี่ยหรือราชวงศ์
“ข้าจะเข้าไปดูก่อน!”
พูดจบ เขาผลักประตูโถงหลักออกทันที
ครืน...
หลังจากประตูโถงหลักเปิดออก ทุกฝ่ายจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านใน
ภายในโถงกว้างใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก แท่นหินนับสิบตั้งเรียงรายอยู่รอบด้าน บนแท่นแต่ละแท่นมีม่านแสงบาง ๆ ครอบสมบัติเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตำราเก่าแก่ กล่องโอสถ กระบี่โบราณ แผ่นหยก วิชาหมัด วิชาแพทย์ หรืออาวุธรูปร่างประหลาดที่ไม่อาจระบุที่มาได้
แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือไปหยิบทันที
เพราะทุกคนล้วนสัมผัสได้ว่า สมบัติเหล่านี้ไม่ได้วางไว้ให้เอาไปง่าย ๆ
ซูเม่ยเหยาหยุดหน้าแท่นตำราโอสถ ดวงตาฉายแววสนใจอย่างชัดเจน
เซี่ยหลานอิงเดินไปดูแผ่นหยกสีทองซึ่งมีตราราชันสลักอยู่ด้านบน
ศิษย์จากสำนักกระบี่เมฆครามหยุดอยู่หน้าแท่นกระบี่
หอค่ายกลเทียนจี แม้ผู้อาวุโสสือจะยังพูดไม่ชัดเพราะเสียฟันไปทั้งปาก แต่ศิษย์ของเขาก็ยังรีบมองหาแผ่นค่ายกลและตำราลายเส้นโบราณทันที
แต่ละฝ่ายต่างแยกกันสำรวจสมบัติที่ตนสนใจ
ไม่นานนัก เสียงเก่าแก่สายหนึ่งก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของโถง
“ผู้แสวงหามรดก จงเลือกสิ่งที่ตนต้องการ แล้วเข้าสู่บททดสอบแห่งจิต”
ทันทีที่เสียงนั้นจบลง แท่นหินแต่ละแท่นก็ส่องแสงจาง ๆ ออกมา
ผู้ฝึกตนหลายคนเริ่มเข้าใจทันที
สมบัติแต่ละชิ้นมีบททดสอบของตนเอง
หากต้องการได้รับการยอมรับ ก็ต้องนั่งสมาธิเชื่อมจิตกับแท่นหิน แล้วเข้าสู่ห้วงทดสอบภายใน
ศิษย์บางคนรีบนั่งลงหน้าแท่นกระบี่
บางคนนั่งลงหน้าแท่นโอสถ
บางคนเลือกแผ่นหยกวิชา
ไม่นานทั่วทั้งโถงก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนนั่งสมาธิอยู่หน้าแท่นหินต่าง ๆ สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เผชิญในห้วงจิต
บางคนขมวดคิ้วแน่น
บางคนเหงื่อแตก
บางคนยิ้มออกมาอย่างยากจะปิดบัง
ส่วนเย่อ้าวเทียนนั้น สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่สมบัติธรรมดาแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ก้าวเข้ามา ดวงตาของเขาก็จับจ้องไปยังแท่นหินกลางโถง
ที่นั่นมีระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่
กลิ่นอายของมันหนักแน่น ลึกล้ำ และสูงส่งกว่าสมบัติทุกชิ้นในห้องนี้อย่างชัดเจน
[นั่นแหละ]
[สมบัติที่แท้จริงของมหาจักรพรรดิ]
[หากข้าได้มันมา ข้าจะก้าวข้ามทุกคนได้ในคราวเดียว]
เย่อ้าวเทียนไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเดินตรงไปยังแท่นระฆังทันที แล้วนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้า
มือทั้งสองประสานอินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งจิตเข้าไปเชื่อมกับระฆังทองสัมฤทธิ์
แสงสีทองเข้มค่อย ๆ ปกคลุมร่างของเขา
ลมหายใจของเย่อ้าวเทียนหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ในห้วงจิตของเขา ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก
บททดสอบของระฆังมหาจักรพรรดิ... เริ่มขึ้นแล้ว
ยูรันมองแสงสีทองที่ค่อย ๆ ปกคลุมร่างของเย่อ้าวเทียน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“อืม เหมือนจะเป็นของจริงนะ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้ไม่ลองดูบ้างเหรอ”
หนานอวี้ตอบทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
“ข้าไม่เอาอะ”
หลานชิงอวี้เองก็ตอบตามอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่ยูยังไม่เอาเลย ข้าก็ไม่เอาเหมือนกัน”
ไป๋หลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าก็คิดว่าจะไม่เอาเหมือนกัน ข้ารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร”
ยูรันพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราออกไปรอข้างนอกดีไหม ลางสังหรณ์และจมูกของข้ากำลังบอกว่า จะมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้น”
หนานอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ลางสังหรณ์เจ้ายังไม่เคยผิดสักครั้งซะด้วยสิ”
หลานชิงอวี้ไม่ถามต่อ นางเพียงขยับมายืนข้างเขาทันที
“เช่นนั้นออกไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ไป๋หลิงมองไปรอบโถงอีกครั้ง เห็นผู้คนจำนวนมากยังจ้องสมบัติบนแท่นหินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและโลภมาก นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ออกไปก่อนก็ดี”
หนานอวี้แม้จะเสียดายของในโถงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นยูรันไม่คิดอยู่ต่อ นางก็ยักไหล่ จากนั้นตะโกนไปทางหลิงเยวี่ย
“อาจารย์พวกเราออกกันไปก่อนนะ ศิษย์น้องบอกว่า มีลางสังหรณ์ไม่ดี”
หลังบอกเสร็จทั้งสามคนจึงค่อย ๆ เดินออกจากโถงหลักอย่างเงียบ ๆ แต่ยูรันไม่ได้ตามออกไปด้วย
ไม่มีใครในโถงสนใจพวกเขามากนัก
เพราะสายตาของทุกคนในตอนนี้ ล้วนจับจ้องอยู่ที่สมบัติ มรดก และระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง