ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 43 ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม
หนานอวี้แม้จะเสียดายของในโถงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่ายูรันไม่คิดอยู่ต่อ นางก็ยักไหล่ ก่อนตะโกนไปทางหลิงเยวี่ย
“อาจารย์ พวกเราออกไปรอข้างนอกก่อนนะ ศิษย์น้องบอกว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดี”
พูดจบ ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้จึงค่อย ๆ เดินออกจากโถงหลักไปอย่างเงียบ ๆ
ทว่าไม่มีใครสังเกตเลยว่า ยูรันไม่ได้เดินตามออกไปด้วย
สายตาของผู้คนในโถงตอนนี้ล้วนจับจ้องอยู่ที่สมบัติ มรดก และระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
มีเพียงหลิงเยวี่ยเท่านั้นที่หันมามองยูรันครู่หนึ่ง
“ทำไมเจ้ายังไม่ออกไปกับพวกนาง”
ยูรันตอบเสียงเรียบ
“อืม ศิษย์พี่กับศิษย์น้องคิดว่าข้าเดินออกไปด้วยต่างหาก”
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย
“หมายความว่าอย่างไร”
“เป็นวิชาหนึ่ง คล้ายกับวิชาที่ทำให้ตัวเองหายไปจากตรงนั้น ศิษย์พี่กับชิงอวี้คงเล่าให้ท่านฟังแล้ว ชื่อของมันคือทัศนะศูนย์”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แต่อันนี้ตรงกันข้าม มันทำให้คนที่ข้ากำหนดเห็นว่าข้ายังอยู่ข้างกายตลอดเวลา มีแค่พวกนางเท่านั้นที่เห็น อาจารย์ไม่เห็นใช่ไหมล่ะ ว่าข้าเดินออกไปกับพวกนาง”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ
“ใช่”
“ชื่อของวิชานี้คือ ทัศนะบูรณา”
หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ
“แล้วทำไมเจ้าต้องทำถึงขนาดนี้”
ยูรันเหลือบมองไปทางเย่อ้าวเทียนที่นั่งอยู่หน้าแท่นระฆังทองสัมฤทธิ์
“เพราะว่ามีบางคนโลภมาก แล้วคนโลภมักทำให้เกิดปัญหา”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านก็รู้ว่าข้าหมายถึงใคร ข้าเลยต้องอยู่ดูสักหน่อย”
หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง
“เจ้าแน่ใจนะ”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ข้าบอกได้แค่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้”
หลิงเยวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“เช่นนั้นข้าจะอยู่ดูด้วย แล้วเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ยูรันกวาดตามองไปรอบ ๆ โถงหลักอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าเดาเอานะ”
เขายกมือขึ้น ทำท่าคล้ายอะไรบางอย่างกำลังพองตัวออก
“อย่างเช่น ระฆังนั่นมันอาจจะระเบิด...”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนขยับนิ้วออกจากกันเบา ๆ
“ตู้ม”
หลิงเยวี่ยเงียบลงทันที
หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ นางคงคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเหลวไหล
แต่เมื่อเป็นยูรัน นางกลับไม่อาจมองข้ามได้เลย
สายตาของหลิงเยวี่ยเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอีกครั้ง
เสียงของนางต่ำลงเล็กน้อย
“ตู้ม... แค่ไหน”
ยูรันเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ท่านคิดว่าระดับมหายานขั้นสูง จะระเบิดได้ไกลแค่ไหน?”
หลิงเยวี่ยนิ่งไปทันที
คราวนี้แม้แต่นางก็ไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้ทั้งหมด
“เจ้าแน่ใจว่าเป็นระดับมหายานขั้นสูง?”
ยูรันยักไหล่เบา ๆ
“งูสองตัวนั้นพูดมาแบบนั้น ข้าก็แค่ฟังไว้”
หลิงเยวี่ยมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงต่ำ
“แล้วเจ้าคิดว่าโถงนี้รับไหวรึเปล่า”
ยูรันมองเสาหิน ผนังโถง แท่นสมบัติ และค่ายกลโดยรอบ ก่อนตอบอย่างซื่อตรง
“ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ นะ ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่ายังระเบิดภูเขาได้ ข้าว่าวิหารนี่จะไปเหลือซากอะไร แล้วยังเป็นของวิเศษด้วย แดนลับนี่กระจุยแน่ ๆ”
หลิงเยวี่ยถามต่อทันที
“แล้วเจ้าแค่จะอยู่ดูเฉย ๆ ออกไปไม่ดีกว่าเหรอ”
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ อีกแล้ว ข้าเอางูสองตัวมาเป็นหมาเฝ้าประตูบ้านได้ แปลว่าข้าต้องมีวิธีหยุดระเบิดสิ”
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง
“เจ้าพูดเหมือนรู้ว่ามันจะระเบิดจริง ๆ นะ”
ยูรันมองไปด้านหน้า ก่อนใช้หางตามองหลิงเยวี่ย
“อ้าว งั้นเหรอ โดนจับได้ซะแล้ว”
หลิงเยวี่ยพยายามจะจับพิรุธบนหน้าศิษย์รักคนนี้แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ
ยูรันกล่าวต่อเสียงเบา
“แต่ว่า ข้ามีอะไรอยากจะขอท่านอาจารย์สักหน่อย สองข้อ”
“อะไร”
“หนึ่ง ท่านจะต้องไม่บาดเจ็บ ห้ามบาดเจ็บอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ท่านแกล้งทำเป็นช่วยกันระเบิดก็พอ”
ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น
“สอง ท่านจะต้องแกล้งทำเป็นบาดเจ็บหลังจากออกจากแดนลับ ให้ระดับพลังถดถอยสักหน่อย เหลือสักสร้างรากฐานเป็นไง สองข้อนี้ไม่ยากใช่ไหม พอจะทำได้รึเปล่า”
หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ
“ก็ทำได้ง่าย ๆ เลยแหละ แต่ข้าอยากรู้เหตุผล”
ยูรันมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจ ก่อนโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย ยกมือบังปากแล้วกระซิบ
“พอดีข้าอยากสังเกตผู้อาวุโสยอดเขาเรานิดหน่อย ส่วนเหตุผลลึกกว่านี้เอาไว้หลังจากออกแดนลับแล้วกัน ท่านช่วยข้าสักหน่อยนะ”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางอยากถามต่อ แต่เมื่อเห็นยูรันตั้งใจเว้นไว้เช่นนั้น จึงไม่ได้ไล่ถามมากกว่าเดิม
“ตกลง ข้าจะช่วย”
หลิงเยวี่ยจ้องมองศิษย์รักตรงหน้าที่กำลังเหม่อมองไปทางระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ทำหน้าเหมือนจะหลับหลังพูดเรื่องใหญ่จบ
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่รู้ตัว มือของนางค่อย ๆ ยื่นออกไป ลูบแก้มของศิษย์รักคนนี้อย่างทะนุถนอม
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ซูเม่ยเหยาที่กำลังคุยกับเซี่ยหลานอิงอยู่ไม่ไกล พลันหันมาเห็นภาพนั้นพอดี
นางเบิกตาเล็กน้อย ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก
“หรือว่า... ผู้อาวุโสหลิงจะมีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ตัวเอง”
เซี่ยหลานอิงหันมองตามทันที
“ไม่หรอกมั้งผู้อาวุโสซู”
ซูเม่ยเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย
“แต่ว่าเมื่อเช้า พอท่านบอกว่าอยากได้ตัวเขา นางก็ระเบิดพลังออกมาเลยนะ”
เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง นางคิดตามแล้วพบว่า... ดูเหมือนจะใช่จริง ๆ
ดวงตาของเซี่ยหลานอิงพลันวาวขึ้น
“จริงด้วย! แบบนี้ต้องรีบทูลขอเสด็จน้า ให้พาเขาเข้าวัง”
ซูเม่ยเหยาชะงักทันที
นางหันกลับมามององค์รัชทายาทด้วยสายตาพูดไม่ออก
[นี่ท่านจะออกหน้าออกตาไปรึเปล่า]
ภายในห้วงจิตของเย่อ้าวเทียน
เย่อ้าวเทียนยืนอยู่กลางนภาสีทอง กวาดตามองอักขระโบราณนับไม่ถ้วนที่ไหลวนอยู่รอบกาย
สุดยอดวิชา หลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้า ค่อย ๆ ถูกประทับลงในจิตวิญญาณของเขาทีละบรรทัด
วิชานี้ไม่ใช่เพียงเคล็ดโคจรปราณธรรมดา แต่เป็นวิชาหมุนเวียนพลังที่หลอมรวมฟ้า ดิน ปราณ และจิตเข้าด้วยกัน หากฝึกถึงขีดสุด ย่อมสามารถทะยานขึ้นสู่ระดับมหาจักรพรรดิได้อย่างแน่นอน
ดวงตาของเย่อ้าวเทียนสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
[นี่แหละ... นี่แหละของที่ข้ารอคอย]
เมื่ออักขระตัวสุดท้ายประทับลงในห้วงจิต เสียงเก่าแก่ก็ดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง
“การถ่ายทอดเสร็จสิ้น”
“ผู้รับมรดก จงออกไปหลอมรวมอย่างมั่นคง อย่าฝืนเร่งรัด”
แสงสีทองรอบด้านเริ่มจางลง ราวกับบททดสอบกำลังจะสิ้นสุด
แต่เย่อ้าวเทียนกลับไม่ขยับ
สายตาของเขาเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาที่ลอยอยู่เหนือห้วงจิต
แค่เคล็ดวิชา?
ไม่พอ
หากเขาออกไปเพียงพร้อมเคล็ดวิชา คนอื่นย่อมยังมีโอกาสเข้ามารับมรดกจากระฆังนี้ได้อีก
เขาไม่ยอม มรดกของมหาจักรพรรดิต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว
[หากข้าผสานระฆังนี้เข้าไปในห้วงจิต ระฆังก็จะเป็นของข้า ไม่มีใครแย่งได้อีก]
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรง
เย่อ้าวเทียนยกมือขึ้น ประสานอินอย่างรวดเร็ว ก่อนโคจรวิชาหลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้าที่เพิ่งได้รับมาโดยไม่ลังเล
อักขระทองรอบกายพลันหมุนวนกลับมาอีกครั้ง
เขายื่นมือไปคว้าระฆังทองสัมฤทธิ์กลางห้วงจิต
“มาเป็นของข้า”
ระฆังสั่นไหวเล็กน้อย
เขาเร่งพลังทั้งหมด ดึงระฆังเข้าหาห้วงจิตของตนเองอย่างบ้าคลั่ง
วินาทีต่อมา ระฆังทองสัมฤทธิ์ด้านนอกเริ่มสั่นสะเทือน
ตึง...
เสียงระฆังต่ำลึกดังขึ้นครั้งหนึ่ง
แสงบนผิวระฆังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง
ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนรู้สึกเหมือนมีภูเขานับหมื่นลูกกดทับลงมา วิญญาณของเขาแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
แต่เขายังไม่ยอมปล่อยมือ
“เป็นของข้า... ต้องเป็นของข้า!”
ตึง!
เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น
รอยร้าวเส้นเล็ก ๆ ปรากฏบนผิวระฆังทองสัมฤทธิ์
พลังมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ภายในเริ่มรั่วไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
ยูรันเหลือบมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“อาจารย์ ดูเหมือนจะเริ่มแล้วนะ ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม?”
หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบปล่อยมือ
วินาทีถัดมา นางหันกลับไปทางผู้คนในโถง แล้วตะโกนเสียงเย็น
“ทุกคนถอย! ระฆังกำลังจะระเบิด!”
เสียงของหลิงเยวี่ยดังสะท้อนทั่วโถงหลัก
ผู้คนที่กำลังดูสมบัติหรืออยู่ในห้วงทดสอบต่างสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกัน หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงเริ่มสั่นไหว ส่งเสียงต่ำแปลกประหลาด และมีรอยร้าวสีทองแดงลามไปตามผิวระฆัง ทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสีทันที
“หนี!”
ผู้ฝึกตนจำนวนมากรีบถอยออกจากวิหารอย่างโกลาหล
เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยารีบเข้ามาหาหลิงเยวี่ย
“ผู้อาวุโสหลิง แล้วท่านไม่ไปด้วยหรือ”
หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ
“ข้าจะออกไปหลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว”
ทั้งสองมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบพาคนของตนถอยออกจากโถง
แต่เพียงไม่นาน พลังที่ถูกกักเก็บไว้ภายในระฆังก็ไม่อาจฝืนทนต่อการสั่นพ้องและการบังคับหลอมรวมด้วยวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป
ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก
“บัดซบ!”
เขารีบตั้งท่าป้องกันสุดกำลัง
ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
ระฆังทองสัมฤทธิ์ระเบิดออกกลางโถงหลัก
คลื่นพลังมหาศาลกวาดออกไปรอบด้านราวกับฟ้าถล่ม แท่นหินแตกกระจาย เสาหินโบราณหักโค่น พื้นวิหารปริร้าวเป็นทางยาว
ด้วยพลังของเย่อ้าวเทียนในตอนนี้ เขาไม่มีทางต้านแรงระเบิดระดับนี้ได้อย่างแน่นอน
ร่างของเขาถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นออกจากแท่นระฆัง เลือดพุ่งออกจากปาก ก่อนปลิวไปกระแทกพื้นหน้าประตูอย่างแรง แล้วสลบเหมือดทันที