คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 43 ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม7,748 ตัวอักษร

ตอนที่ 43 ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม

หนานอวี้แม้จะเสียดายของในโถงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่ายูรันไม่คิดอยู่ต่อ นางก็ยักไหล่ ก่อนตะโกนไปทางหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ พวกเราออกไปรอข้างนอกก่อนนะ ศิษย์น้องบอกว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดี”

พูดจบ ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้จึงค่อย ๆ เดินออกจากโถงหลักไปอย่างเงียบ ๆ

ทว่าไม่มีใครสังเกตเลยว่า ยูรันไม่ได้เดินตามออกไปด้วย

สายตาของผู้คนในโถงตอนนี้ล้วนจับจ้องอยู่ที่สมบัติ มรดก และระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

มีเพียงหลิงเยวี่ยเท่านั้นที่หันมามองยูรันครู่หนึ่ง

“ทำไมเจ้ายังไม่ออกไปกับพวกนาง”

ยูรันตอบเสียงเรียบ

“อืม ศิษย์พี่กับศิษย์น้องคิดว่าข้าเดินออกไปด้วยต่างหาก”

หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย

“หมายความว่าอย่างไร”

“เป็นวิชาหนึ่ง คล้ายกับวิชาที่ทำให้ตัวเองหายไปจากตรงนั้น ศิษย์พี่กับชิงอวี้คงเล่าให้ท่านฟังแล้ว ชื่อของมันคือทัศนะศูนย์”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“แต่อันนี้ตรงกันข้าม มันทำให้คนที่ข้ากำหนดเห็นว่าข้ายังอยู่ข้างกายตลอดเวลา มีแค่พวกนางเท่านั้นที่เห็น อาจารย์ไม่เห็นใช่ไหมล่ะ ว่าข้าเดินออกไปกับพวกนาง”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ

“ใช่”

“ชื่อของวิชานี้คือ ทัศนะบูรณา”

หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ

“แล้วทำไมเจ้าต้องทำถึงขนาดนี้”

ยูรันเหลือบมองไปทางเย่อ้าวเทียนที่นั่งอยู่หน้าแท่นระฆังทองสัมฤทธิ์

“เพราะว่ามีบางคนโลภมาก แล้วคนโลภมักทำให้เกิดปัญหา”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ท่านก็รู้ว่าข้าหมายถึงใคร ข้าเลยต้องอยู่ดูสักหน่อย”

หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง

“เจ้าแน่ใจนะ”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ข้าบอกได้แค่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้”

หลิงเยวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“เช่นนั้นข้าจะอยู่ดูด้วย แล้วเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ยูรันกวาดตามองไปรอบ ๆ โถงหลักอย่างไม่รีบร้อน

“ข้าเดาเอานะ”

เขายกมือขึ้น ทำท่าคล้ายอะไรบางอย่างกำลังพองตัวออก

“อย่างเช่น ระฆังนั่นมันอาจจะระเบิด...”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนขยับนิ้วออกจากกันเบา ๆ

“ตู้ม”

หลิงเยวี่ยเงียบลงทันที

หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ นางคงคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเหลวไหล

แต่เมื่อเป็นยูรัน นางกลับไม่อาจมองข้ามได้เลย

สายตาของหลิงเยวี่ยเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอีกครั้ง

เสียงของนางต่ำลงเล็กน้อย

“ตู้ม... แค่ไหน”

ยูรันเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ท่านคิดว่าระดับมหายานขั้นสูง จะระเบิดได้ไกลแค่ไหน?”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปทันที

คราวนี้แม้แต่นางก็ไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้ทั้งหมด

“เจ้าแน่ใจว่าเป็นระดับมหายานขั้นสูง?”

ยูรันยักไหล่เบา ๆ

“งูสองตัวนั้นพูดมาแบบนั้น ข้าก็แค่ฟังไว้”

หลิงเยวี่ยมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงต่ำ

“แล้วเจ้าคิดว่าโถงนี้รับไหวรึเปล่า”

ยูรันมองเสาหิน ผนังโถง แท่นสมบัติ และค่ายกลโดยรอบ ก่อนตอบอย่างซื่อตรง

“ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ นะ ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่ายังระเบิดภูเขาได้ ข้าว่าวิหารนี่จะไปเหลือซากอะไร แล้วยังเป็นของวิเศษด้วย แดนลับนี่กระจุยแน่ ๆ”

หลิงเยวี่ยถามต่อทันที

“แล้วเจ้าแค่จะอยู่ดูเฉย ๆ ออกไปไม่ดีกว่าเหรอ”

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ อีกแล้ว ข้าเอางูสองตัวมาเป็นหมาเฝ้าประตูบ้านได้ แปลว่าข้าต้องมีวิธีหยุดระเบิดสิ”

หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง

“เจ้าพูดเหมือนรู้ว่ามันจะระเบิดจริง ๆ นะ”

ยูรันมองไปด้านหน้า ก่อนใช้หางตามองหลิงเยวี่ย

“อ้าว งั้นเหรอ โดนจับได้ซะแล้ว”

หลิงเยวี่ยพยายามจะจับพิรุธบนหน้าศิษย์รักคนนี้แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

ยูรันกล่าวต่อเสียงเบา

“แต่ว่า ข้ามีอะไรอยากจะขอท่านอาจารย์สักหน่อย สองข้อ”

“อะไร”

“หนึ่ง ท่านจะต้องไม่บาดเจ็บ ห้ามบาดเจ็บอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ท่านแกล้งทำเป็นช่วยกันระเบิดก็พอ”

ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น

“สอง ท่านจะต้องแกล้งทำเป็นบาดเจ็บหลังจากออกจากแดนลับ ให้ระดับพลังถดถอยสักหน่อย เหลือสักสร้างรากฐานเป็นไง สองข้อนี้ไม่ยากใช่ไหม พอจะทำได้รึเปล่า”

หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ

“ก็ทำได้ง่าย ๆ เลยแหละ แต่ข้าอยากรู้เหตุผล”

ยูรันมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจ ก่อนโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย ยกมือบังปากแล้วกระซิบ

“พอดีข้าอยากสังเกตผู้อาวุโสยอดเขาเรานิดหน่อย ส่วนเหตุผลลึกกว่านี้เอาไว้หลังจากออกแดนลับแล้วกัน ท่านช่วยข้าสักหน่อยนะ”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

นางอยากถามต่อ แต่เมื่อเห็นยูรันตั้งใจเว้นไว้เช่นนั้น จึงไม่ได้ไล่ถามมากกว่าเดิม

“ตกลง ข้าจะช่วย”

หลิงเยวี่ยจ้องมองศิษย์รักตรงหน้าที่กำลังเหม่อมองไปทางระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ทำหน้าเหมือนจะหลับหลังพูดเรื่องใหญ่จบ

นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่รู้ตัว มือของนางค่อย ๆ ยื่นออกไป ลูบแก้มของศิษย์รักคนนี้อย่างทะนุถนอม

ทว่าในวินาทีนั้นเอง ซูเม่ยเหยาที่กำลังคุยกับเซี่ยหลานอิงอยู่ไม่ไกล พลันหันมาเห็นภาพนั้นพอดี

นางเบิกตาเล็กน้อย ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก

“หรือว่า... ผู้อาวุโสหลิงจะมีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ตัวเอง”

เซี่ยหลานอิงหันมองตามทันที

“ไม่หรอกมั้งผู้อาวุโสซู”

ซูเม่ยเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย

“แต่ว่าเมื่อเช้า พอท่านบอกว่าอยากได้ตัวเขา นางก็ระเบิดพลังออกมาเลยนะ”

เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง นางคิดตามแล้วพบว่า... ดูเหมือนจะใช่จริง ๆ

ดวงตาของเซี่ยหลานอิงพลันวาวขึ้น

“จริงด้วย! แบบนี้ต้องรีบทูลขอเสด็จน้า ให้พาเขาเข้าวัง”

ซูเม่ยเหยาชะงักทันที

นางหันกลับมามององค์รัชทายาทด้วยสายตาพูดไม่ออก

[นี่ท่านจะออกหน้าออกตาไปรึเปล่า]

ภายในห้วงจิตของเย่อ้าวเทียน

เย่อ้าวเทียนยืนอยู่กลางนภาสีทอง กวาดตามองอักขระโบราณนับไม่ถ้วนที่ไหลวนอยู่รอบกาย

สุดยอดวิชา หลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้า ค่อย ๆ ถูกประทับลงในจิตวิญญาณของเขาทีละบรรทัด

วิชานี้ไม่ใช่เพียงเคล็ดโคจรปราณธรรมดา แต่เป็นวิชาหมุนเวียนพลังที่หลอมรวมฟ้า ดิน ปราณ และจิตเข้าด้วยกัน หากฝึกถึงขีดสุด ย่อมสามารถทะยานขึ้นสู่ระดับมหาจักรพรรดิได้อย่างแน่นอน

ดวงตาของเย่อ้าวเทียนสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น

[นี่แหละ... นี่แหละของที่ข้ารอคอย]

เมื่ออักขระตัวสุดท้ายประทับลงในห้วงจิต เสียงเก่าแก่ก็ดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง

“การถ่ายทอดเสร็จสิ้น”

“ผู้รับมรดก จงออกไปหลอมรวมอย่างมั่นคง อย่าฝืนเร่งรัด”

แสงสีทองรอบด้านเริ่มจางลง ราวกับบททดสอบกำลังจะสิ้นสุด

แต่เย่อ้าวเทียนกลับไม่ขยับ

สายตาของเขาเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาที่ลอยอยู่เหนือห้วงจิต

แค่เคล็ดวิชา?

ไม่พอ

หากเขาออกไปเพียงพร้อมเคล็ดวิชา คนอื่นย่อมยังมีโอกาสเข้ามารับมรดกจากระฆังนี้ได้อีก

เขาไม่ยอม มรดกของมหาจักรพรรดิต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว

[หากข้าผสานระฆังนี้เข้าไปในห้วงจิต ระฆังก็จะเป็นของข้า ไม่มีใครแย่งได้อีก]

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรง

เย่อ้าวเทียนยกมือขึ้น ประสานอินอย่างรวดเร็ว ก่อนโคจรวิชาหลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้าที่เพิ่งได้รับมาโดยไม่ลังเล

อักขระทองรอบกายพลันหมุนวนกลับมาอีกครั้ง

เขายื่นมือไปคว้าระฆังทองสัมฤทธิ์กลางห้วงจิต

“มาเป็นของข้า”

ระฆังสั่นไหวเล็กน้อย

เขาเร่งพลังทั้งหมด ดึงระฆังเข้าหาห้วงจิตของตนเองอย่างบ้าคลั่ง

วินาทีต่อมา ระฆังทองสัมฤทธิ์ด้านนอกเริ่มสั่นสะเทือน

ตึง...

เสียงระฆังต่ำลึกดังขึ้นครั้งหนึ่ง

แสงบนผิวระฆังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง

ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนรู้สึกเหมือนมีภูเขานับหมื่นลูกกดทับลงมา วิญญาณของเขาแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

แต่เขายังไม่ยอมปล่อยมือ

“เป็นของข้า... ต้องเป็นของข้า!”

ตึง!

เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น

รอยร้าวเส้นเล็ก ๆ ปรากฏบนผิวระฆังทองสัมฤทธิ์

พลังมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ภายในเริ่มรั่วไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

ยูรันเหลือบมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“อาจารย์ ดูเหมือนจะเริ่มแล้วนะ ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม?”

หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบปล่อยมือ

วินาทีถัดมา นางหันกลับไปทางผู้คนในโถง แล้วตะโกนเสียงเย็น

“ทุกคนถอย! ระฆังกำลังจะระเบิด!”

เสียงของหลิงเยวี่ยดังสะท้อนทั่วโถงหลัก

ผู้คนที่กำลังดูสมบัติหรืออยู่ในห้วงทดสอบต่างสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกัน หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงเริ่มสั่นไหว ส่งเสียงต่ำแปลกประหลาด และมีรอยร้าวสีทองแดงลามไปตามผิวระฆัง ทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสีทันที

“หนี!”

ผู้ฝึกตนจำนวนมากรีบถอยออกจากวิหารอย่างโกลาหล

เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยารีบเข้ามาหาหลิงเยวี่ย

“ผู้อาวุโสหลิง แล้วท่านไม่ไปด้วยหรือ”

หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ

“ข้าจะออกไปหลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว”

ทั้งสองมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบพาคนของตนถอยออกจากโถง

แต่เพียงไม่นาน พลังที่ถูกกักเก็บไว้ภายในระฆังก็ไม่อาจฝืนทนต่อการสั่นพ้องและการบังคับหลอมรวมด้วยวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป

ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“บัดซบ!”

เขารีบตั้งท่าป้องกันสุดกำลัง

ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

ระฆังทองสัมฤทธิ์ระเบิดออกกลางโถงหลัก

คลื่นพลังมหาศาลกวาดออกไปรอบด้านราวกับฟ้าถล่ม แท่นหินแตกกระจาย เสาหินโบราณหักโค่น พื้นวิหารปริร้าวเป็นทางยาว

ด้วยพลังของเย่อ้าวเทียนในตอนนี้ เขาไม่มีทางต้านแรงระเบิดระดับนี้ได้อย่างแน่นอน

ร่างของเขาถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นออกจากแท่นระฆัง เลือดพุ่งออกจากปาก ก่อนปลิวไปกระแทกพื้นหน้าประตูอย่างแรง แล้วสลบเหมือดทันที