ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 45 นี่มันศพแล้วชัด ๆ
ด้านนอกวิหาร
ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ยังคงยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูวิหาร
ทั้งสามกำลังคุยกับยูรันอยู่เหมือนปกติ
หรืออย่างน้อย... พวกนางก็คิดเช่นนั้น
หนานอวี้กำลังบ่นเรื่องสมบัติในโถงอย่างเสียดาย หลานชิงอวี้คอยหันไปมองทางประตูเป็นระยะ ส่วนไป๋หลิงยังคงขมวดคิ้วเหมือนรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง
ทันใดนั้น เสียงระฆังต่ำลึกก็ดังออกมาจากด้านในวิหาร
ตึง...
เสียงนั้นสั่นสะเทือนจิตใจของทุกคนราวกับถูกทุบลงบนดวงวิญญาณโดยตรง
หลานชิงอวี้รีบหันไปหายูรันทันที
“ศิษย์พี่ยู มันเกิดอะ—”
คำพูดของนางขาดหายไปกลางคัน
เพราะตรงที่ยูรันควรยืนอยู่ กลับว่างเปล่า
หลานชิงอวี้เบิกตากว้างทันที
“ห้ะ... ศิษย์พี่ยูหายไปไหน ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่ยูหายไปแล้ว!”
หนานอวี้หันขวับกลับมา
“อะไรนะ?!”
นางมองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน แต่ไม่พบเงาของยูรันเลยแม้แต่น้อย
ไป๋หลิงเองก็หน้าเปลี่ยนสีทันที
สิ่งที่พวกนางคุยด้วยมาตลอดทาง ไม่ใช่ตัวจริงของยูรัน
มันเป็นเพียงภาพติดตาที่เกิดจากวิชา ทัศนะบูรณา เท่านั้น
และตอนนี้ เมื่อยูรันไม่คงสภาพมันไว้ต่อ ภาพนั้นจึงหายไปอย่างสมบูรณ์
ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะได้ตั้งสติ ผู้คนจากด้านในวิหารก็เริ่มวิ่งแตกตื่นออกมา
เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาวิ่งออกมาก่อน สีหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋หลิงรีบพุ่งเข้าไปถามทันที
“องค์รัชทายาท! ผู้อาวุโสซู! ศิษย์น้องล่ะ ท่านเห็นศิษย์น้องข้าไหม เขาหายไปแล้ว แล้วอาจารย์ข้าอยู่ที่ไหน”
ซูเม่ยเหยาหายใจเข้าลึก ก่อนตอบเร็ว ๆ
“ตอนนี้ระฆังเกิดระเบิดขึ้น อาจารย์เจ้าอยู่ข้างในกับศิษย์น้องเจ้า นางบอกว่าจะตามออกมาทีหลัง”
หนานอวี้หน้าเปลี่ยนสีทันที
“อะไรนะ?! เป็นไปไม่ได้! ศิษย์น้องอยู่กับพวกเราตลอด จะไปอยู่กับอาจารย์ได้ยังไง!”
ตู้มมมมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นจากด้านในวิหาร
แรงสั่นสะเทือนทำให้พื้นดินด้านนอกแตกร้าว ผู้คนที่หนีออกมาไม่ทันถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นออกมาทีละคน บางคนกระอักเลือด บางคนหมดสติกลางอากาศก่อนตกลงบนพื้นอย่างแรง
เซี่ยหลานอิงตะโกนทันที
“หน่วยแพทย์! รักษาคนเจ็บก่อน!”
ซูเม่ยเหยาเองก็รีบสั่งคนของตำหนักโอสถให้กระจายตัวออกไปรักษาผู้บาดเจ็บ
ไม่นานนัก ร่างของหลิงเยวี่ยก็ถูกแรงระเบิดซัดออกมาจากประตูวิหาร
ตึง!
นางกระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนกระอักเลือดคำโตออกมา
“พรวด!”
“อาจารย์!”
หนานอวี้ หลานชิงอวี้ และไป๋หลิงรีบวิ่งเข้าไปทันที
เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาก็รีบเข้ามาตรวจอาการเช่นกัน เพียงครู่เดียวสีหน้าของทั้งสองก็หนักขึ้น
หลิงเยวี่ยบาดเจ็บสาหัส
ไม่เพียงเท่านั้น ระดับพลังของนางยังถดถอยลงอย่างชัดเจน
หนานอวี้คว้าแขนเสื้อหลิงเยวี่ยไว้ น้ำเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
“อาจารย์ ศิษย์น้องล่ะ ศิษย์น้องอยู่ที่ไหน?! ทำไมศิษย์น้องถึงไปอยู่กับอาจารย์ได้!”
หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก
“ยูรัน... อยู่ข้างใน รับแรงระเบิดแทนข้า”
หนานอวี้แข็งค้างทันที
“ว่าไงนะ...”
วินาทีต่อมา นางพุ่งตัวจะวิ่งเข้าไปในวิหารทันที
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้รีบคว้าตัวนางไว้พร้อมกัน
“ปล่อยข้า!”
หนานอวี้ดิ้นสุดแรง น้ำตาเริ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ชิงอวี้! ศิษย์พี่รอง! ปล่อยข้านะ ศิษย์น้องยังอยู่ข้างใน!”
เซี่ยหลานอิงกัดฟันแน่น ก่อนถามหลิงเยวี่ย
“ผู้อาวุโสหลิง ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันจะระเบิด แล้วแรงระเบิดรุนแรงแค่ไหน”
หลิงเยวี่ยส่ายหน้าอย่างจนใจ
“ระดับมหายานขั้นสูงสุด ตามที่ยูรันบอกไว้ไม่ผิดแน่ แรงระเบิดมากพอทำให้มิตินี้พังทลาย ข้ารับไม่ไหวจนบาดเจ็บสาหัส เขากำลังรับแรงระเบิดแทนพวกเรา เลยส่งพวกเราทุกคนออกมา”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงทันที
หนานอวี้ทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีก
หลานชิงอวี้ยกมือปิดปาก น้ำตาคลอเต็มเบ้า
ไป๋หลิงกัดริมฝีปากจนเลือดซึม มือทั้งสองกำแน่นจนสั่น
แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไร
ด้านในวิหารก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง
ตู้ม!
ตามด้วยอีกระลอกหนึ่งที่หนักกว่าเดิม
ตู้มมม!
เศษหินและฝุ่นควันพุ่งออกมาจากปากประตูวิหาร
แล้วในม่านฝุ่นนั้นเอง ร่างหนึ่งกระเด็นทะลุออกมาจากด้านใน ก่อนตกกระแทกพื้นหน้าประตูอย่างแรง
ตึง!
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
ร่างนั้นไหม้เกรียมไปทั้งตัว เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดไหลอาบทั่วร่าง ลมหายใจโรยรินจนแทบสัมผัสไม่ได้
แต่ใบหน้านั้น...เป็นยูรันไม่ผิดแน่
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
ร่างนั้นไหม้เกรียมไปทั้งตัว เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดไหลอาบทั่วร่าง ลมหายใจโรยรินจนแทบสัมผัสไม่ได้
แต่ใบหน้านั้น... เป็นยูรันไม่ผิดแน่
“ยูรัน...!!! ไม่นะ!!!”
หนานอวี้เป็นคนแรกที่ได้สติ
นางกรีดร้องลั่น น้ำตาทะลักออกมาทันที ก่อนวิ่งถลาเข้าไปคุกเข่าข้างร่างของยูรัน มือทั้งสองสั่นจนแทบประคองเขาไม่ไหว
“เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ!”
นางกอดร่างไหม้เกรียมของเขาเข้าหาอกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าแตะหนักไปเพียงนิดเดียว เขาจะแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
มือบางลูบใบหน้าที่เปื้อนเลือดของเขา น้ำเสียงสั่นจนแทบไม่เป็นคำ
“เจ้าฟื้นขึ้นมาคุยกับข้าสิ... ยูรัน เจ้าลืมตาสิ!”
ไป๋หลิงหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
นางถลาเข้ามาคุกเข่าข้างกายยูรันทันที มือไม้สั่นเทาขณะหยิบขวดยารักษาขั้นสูง ยาฟื้นฟูดวงจิต และยาสมานแผลทั้งหมดที่มีในถุงมิติออกมากองไว้ข้างตัว
ขวดยาหลายใบกลิ้งตกพื้น แต่นางไม่มีเวลาสนใจ
ไป๋หลิงพยายามเปิดปากยูรันเพื่อป้อนยา แต่เมื่อเห็นลมหายใจที่เบาจนแทบไม่เหลือ นางก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“ยูรัน... เจ้าห้ามตายนะ”
เสียงของนางแหบพร่า
“ยอดเขาจันทราของเราเพิ่งจะดีขึ้น เจ้าจะทิ้งพวกเราไปแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด... ได้ยินไหม”
หลานชิงอวี้ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
หัวใจของนางเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดจนเจ็บปวด
นางไม่ได้ร้องออกมาทันทีเหมือนหนานอวี้ ไม่ได้ลนลานเหมือนไป๋หลิง แต่มือเรียวทั้งสองกลับกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ครู่ต่อมา นางค่อย ๆ ก้าวเข้าไปคุกเข่าข้างยูรัน แล้วจับมือที่ไหม้เกรียมของเขาไว้แน่น
ไม่สนสายตาของใครทั้งสิ้น
ริมฝีปากของนางสั่นเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ยู...”
เพียงคำเดียว น้ำตาก็ไหลลงมาอย่างเงียบงัน
อีกด้านหนึ่ง หลิงเยวี่ยประคองร่างสะบักสะบอมของตนเองยืนอยู่ไม่ไกล
ตามแผน นางต้องแกล้งบาดเจ็บสาหัส และลดระดับตบะลงให้ทุกคนเห็น
แต่วินาทีที่เห็นสภาพของยูรัน เข่าของนางกลับอ่อนลงจริง ๆ
น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาโดยไม่อาจห้าม
นางพยายามทำสีหน้าให้เข้มแข็ง แต่ปลายนิ้วกลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
[นี่มันอะไรกัน รันเอ๋อร์]
[ไหนเจ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรไง]
[นี่มันบาดเจ็บสาหัสเลยไม่ใช่รึไง]
หลิงเยวี่ยกัดริมฝีปากแน่น ก่อนฝืนก้าวเข้าไปทีละก้าว
สีหน้าของนางยังคงสงบ แต่ดวงตากลับแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
หนานอวี้เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา ก่อนตะโกนเสียงสั่น
“ผู้อาวุโสซู รักษาศิษย์น้องข้าเร็วเข้า!”
ซูเม่ยเหยาได้สติทันที นางรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าข้างยูรัน แล้ววางนิ้วลงบนชีพจรของเขา
เพียงสัมผัสแรก สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
ซูเม่ยเหยารีบตรวจซ้ำอีกครั้ง พลังปราณสายอ่อนโยนไหลเข้าสู่ร่างยูรันอย่างระมัดระวัง ทว่ายิ่งตรวจ ดวงตาของนางก็ยิ่งสั่นไหว
“นี่มันอะไรกัน...”
เสียงของนางแผ่วลงอย่างไม่อยากเชื่อ
“กระดูกถูกบดละเอียด ลมหายใจโรยริน เส้นเลือดกับชีพจรแตกทั่วร่าง เลือดไหลไม่หยุด ผิวหนังไหม้เกรียมเหมือนโดนไฟแผดเผา...”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก
“นี่มันศพแล้วชัด ๆ”
หนานอวี้ตะคอกใส่ทันที
“ผู้อาวุโสซู รักษาสิ! ท่านรออะไรอยู่!!”
ซูเม่ยเหยาชะงักไปเล็กน้อย
นางไม่โกรธหนานอวี้
เพราะในสภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็นนางเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน
เซี่ยหลานอิงยืนมองภาพตรงหน้า สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจและสะเทือนใจอย่างรุนแรง
เด็กหนุ่มที่เมื่อไม่นานก่อนยังยิ้มแย้ม พูดจาเหมือนไม่มีอะไรในโลกสำคัญพอให้เขาร้อนใจ ตอนนี้กลับนอนอยู่ตรงหน้าในสภาพที่แทบไม่ต่างจากคนตาย
นางกำหมัดแน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
“ทุกคนกลับ!”
เสียงขององค์รัชทายาทดังขึ้น ทำให้ผู้คนรอบด้านสะดุ้งได้สติ
เซี่ยหลานอิงกวาดตามองทุกคน
“คนเจ็บทั้งหมดให้แบกกลับไปรักษาต่อที่ตำหนักโอสถ ค่าใช้จ่ายราชวงศ์เป็นคนออก”
นางหันไปทางซูเม่ยเหยา
“ส่วนข้ากับผู้อาวุโสซู จะไปสำนักเมฆาจันทร์กับผู้อาวุโสหลิง”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้าทันที
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อคำสั่งชัดเจน ทุกฝ่ายจึงเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ผู้บาดเจ็บถูกพยุงขึ้นหลัง คนหมดสติถูกแบกออกไป ศิษย์ตำหนักโอสถรีบกระจายยารักษาเบื้องต้น ส่วนคนของราชวงศ์เปิดเส้นทางกลับโดยไม่รอช้า
แดนลับที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความโลภและความคาดหวัง บัดนี้เหลือเพียงความโกลาหล ความหวาดกลัว และเสียงฝีเท้าเร่งรีบของผู้คนที่ต้องการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ไม่นานนัก ขบวนทั้งหมดก็รีบออกจากแดนลับ เดินทางกลับทันที