ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 50 เดี๋ยวก็ไม่ใช่แล้ว
“...”
หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนอยากทั้งร้องไห้ ทั้งด่า ทั้งหัวเราะในเวลาเดียวกัน
ทว่า ยูรันกลับไม่ได้สนใจสีหน้าของทุกคนมากนัก
เขาเพียงโบกมือเบา ๆ
อากาศด้านหลังดาดฟ้าพลันบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนร่างโปร่งแสงของกระจกเทพสัจธรรมจะปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
“ปล่อยพวกมันออกมา”
กระจกก้มคำนับทันที
“ขอรับ”
แสงใสคล้ายผิวน้ำกระเพื่อมเปิดออกด้านหลังดาดฟ้า ไม่นานนัก เงาร่างขนาดมหึมาสองสายก็ปรากฏขึ้น
งูสี่เขาทั้งสองตัวเลื้อยออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนรีบหมอบก้มต่ำลงกับพื้นทันที
ร่างมหึมาของพวกมันทำให้ดาดฟ้าที่กว้างขวางดูแคบลงไปในพริบตา
ซูเม่ยเหยาและเซี่ยหลานอิงชะงักไปทันที
แม้จะเคยเห็นมาครั้งนึงแล้ว แต่เมื่อเห็นพวกมันถูกปล่อยออกมาบนดาดฟ้ายอดเขาจันทราจริง ๆ ความรู้สึกก็ยังต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
สัตว์อสูรระดับนี้...
ตอนนี้หมอบอยู่ตรงหน้าเหมือนสัตว์เลี้ยงเชื่อง ๆ
ยูรันชี้ไปทางโต๊ะอีกตัวที่ตั้งไว้ด้านหลัง ซึ่งมีอาหารจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว
“พวกเจ้าแปลงร่างเป็นคนดิ รออะไรอยู่ล่ะ แล้วก็นั่งลงอีกโต๊ะ”
งูสี่เขาทั้งสองตัวสะดุ้งพร้อมกัน
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
แสงสีดำอมม่วงปกคลุมร่างของพวกมัน
ไม่นานนัก งูตัวผู้ก็กลายเป็นชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีทองหม่น เขาทั้งสี่บนศีรษะถูกย่อเหลือเป็นเครื่องประดับคล้ายมงกุฎดำเล็ก ๆ
ส่วนงูตัวเมียกลายเป็นสตรีรูปร่างสูงสง่า ผิวขาวซีด ดวงตาสีทองเข้ม ท่าทางเย็นชาแต่แฝงความระมัดระวังอย่างชัดเจน
ทั้งสองไม่กล้าชักช้า รีบนั่งลงที่โต๊ะด้านหลังอย่างเรียบร้อย
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนถามเหมือนเพิ่งนึกได้
“สรุปแล้วพวกเจ้ามีชื่อไหม”
งูทั้งสองตัวรีบตอบพร้อมกัน
“ไม่มีขอรับ / ไม่มีเจ้าค่ะ”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมาทางทุกคน
“พวกท่านตั้งชื่อให้พวกมันหน่อยสิ”
ทุกคนบนโต๊ะเงียบลงทันที
หนานอวี้ชี้นิ้วไปทางงูตัวผู้ก่อนใคร
“ตัวผู้เรียกงูตุ๋นดีไหม”
งูตัวผู้สะดุ้งจนหลังตรงทันที
“ศิษย์พี่สามแบบนั้นไม่ใช่ชื่อเจ้าค่ะ”
หนานอวี้ทำหน้าเสียดาย “งั้นตัวเมียเรียกงูนึ่ง?”
งูตัวเมียที่นั่งสงบอยู่เมื่อครู่หางตากระตุกเล็กน้อย
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“นั่นก็ไม่ใช่ชื่อเหมือนกัน”
เซี่ยหลานอิงมองงูทั้งสองตัวอย่างสนใจ
“พวกมันมีสี่เขา เกล็ดดำ และกลิ่นอายใกล้มังกร เรียกให้เกี่ยวกับมังกรก็ดี”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้า
“แต่ถ้าตั้งแรงเกินไป จะดูโอหังเกินฐานะในตอนนี้ พวกมันยังเป็นงู ไม่ใช่มังกรจริง ๆ”
หลิงเยวี่ยมองงูตัวผู้อยู่ครู่หนึ่ง “ตัวผู้ชื่อเฮยหลงก็แล้วกัน”
งูตัวผู้ชะงักทันที เฮยหลง มังกรดำ แม้จะยังไม่ใช่มังกรจริง แต่ชื่อนี้ก็เหมือนคำสัญญาบางอย่าง
เขารีบก้มศีรษะลง
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสหลิงที่ประทานชื่อขอรับ”
หลานชิงอวี้มองงูตัวเมียบ้าง
“งั้นตัวเมียชื่อเยว่หลินดีไหมเจ้าคะ เยว่จากจันทรา หลินจากเกล็ดหยก ฟังดูไม่แข็งเกินไป”
งูตัวเมียเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีทองเข้มสั่นไหวเล็กน้อย
“เยว่หลิน...”
นางก้มศีรษะต่ำลงทันที
“ขอบพระคุณคุณหนูหลานที่ประทานชื่อเจ้าค่ะ”
หนานอวี้พึมพำเบา ๆ
“เฮยหลงกับเยว่หลิน... ฟังดูดีจริง แต่ข้ายังคิดว่างูตุ๋นกับงูนึ่งจำง่ายกว่า”
ทั้งสองสะดุ้งอีกครั้ง
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“เอาเถอะ ชื่ออะไรไม่สำคัญ ตอนนี้สถานะของพวกเรากับพวกเจ้า ถือเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง หรือหัวหน้ากับลูกน้อง”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“ด้วยนิสัยของข้า คงไม่อยากเรียกลูกน้องตัวเองว่าทาส หรือเนื้อตุ๋นหรอก เข้าใจตรงกันนะ?”
เฮยหลงกับเยว่หลินรีบพยักหน้าพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่ออย่างสงบ
“แต่ว่าไม่มีเงินขอบอก ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะเอาเงินไปทำอะไร”
ทั้งสองพยักหน้าอีกครั้งอย่างว่าง่าย
“เข้าใจก็ดี”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“นับตั้งแต่วันนี้ หน้าที่ของพวกเจ้ามีสองอย่าง”
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“หนึ่ง องครักษ์ ในขอบเขตยอดเขาจันทรา ห้ามออกไปไหน อยู่แถว ๆ นี้แหละ แล้วเวลาว่าง ถ้าศิษย์พี่รองของข้าสั่งให้ช่วยอะไรก็ทำตามซะ”
เฮยหลงกับเยว่หลินรีบตอบพร้อมกัน
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น
“สอง เรียนทำอาหาร ข้าเขียนหนังสือไว้แล้ว ถ้าศิษย์พี่สามของข้าบ่นว่าไม่อร่อย แล้วยังไม่พัฒนา...”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“อืม คงต้องเอาไปตุ๋น”
เฮยหลงหน้าแข็งค้าง
เยว่หลินเองก็หางตากระตุกเบา ๆ
หนานอวี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พลันตาเป็นประกายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
ยูรันทำเป็นไม่เห็น แล้วหยิบแผ่นหยกหลายใบออกมาวางบนโต๊ะ
“ส่วนเรื่องที่นอน ก็ตำหนักนี้แหละ ให้ชั้นสามเท่านั้น”
เขาแยกแผ่นหยกสองชุดออกมา
“นี่บัตรส่วนกลางสองใบ แล้วก็นี่บัตรห้องตัวเองสองใบ เป็นสามีภรรยากัน นอนห้องเดียวกัน ถูกไหม”
เฮยหลงกับเยว่หลินรีบพยักหน้า
“ถูกขอรับ / เจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้า ก่อนหยิบแผ่นหยกอีกสองใบออกมา
“ส่วนนี่ขององค์รัชทายาทกับผู้อาวุโสซู”
เซี่ยหลานอิงชะงักทันที
ซูเม่ยเหยาเองก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“เดี๋ยวหลังดูพระอาทิตย์ขึ้น กินข้าวเสร็จ ชิงอวี้ พาทั้งสองคนกับอีกสองตัวไปเลือกห้องหน่อยนะ”
หนานอวี้หันขวับทันที
“เดี๋ยวก่อน ศิษย์น้อง ทำไมมีองค์รัชทายาทกับผู้อาวุโสซูด้วยล่ะ พวกนางเป็นคนนอกนะ”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ “เดี๋ยวก็ไม่ใช่แล้ว”
หลานชิงอวี้ชะงัก [ห๊ะ หมายความว่ายังไง?]
เซี่ยหลานอิงมองแผ่นหยกในมือยูรัน ดวงตาค่อย ๆ หรี่ลงเล็กน้อย
ส่วนซูเม่ยเหยาถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
หลังจากนั้น บนดาดฟ้าก็กลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง
ทุกคนกินอาหารเช้าร้อน ๆ พูดคุยกันเบา ๆ ระหว่างรอแสงแรกของวันค่อย ๆ โผล่พ้นทะเลหมอก ยูรันนั่งอยู่กลางโต๊ะ ผ้าปิดตาสีดำบดบังดวงตา ทว่าใบหน้ากลับผ่อนคลายกว่าหลายวันที่ผ่านมา
ยามดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือขอบฟ้า เขาเริ่มผิวปากเบา ๆ
ทำนองเรียบง่าย ลอยไปกับสายลมยามเช้า ไม่ได้เศร้า ไม่ได้รื่นเริงเกินไป แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนค่อย ๆ สงบลงอย่างประหลาด
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่
ทุกคนเพียงนั่งฟังเสียงผิวปากนั้น ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ อาบยอดเขาจันทราด้วยสีทองอ่อน
หลังจากอาหารเช้าจบลง หลานชิงอวี้จึงรับหน้าที่พาเซี่ยหลานอิง ซูเม่ยเหยา เฮยหลง และเยว่หลินไปเลือกห้องพักชั้นสามตามคำสั่งของยูรัน
ตอนแรกเซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาเพียงคิดว่าจะดูห้องคร่าว ๆ แล้วกลับออกมา
ทว่าเมื่อเห็นประตูเปิดด้วยบัตรหยก เห็นแสงไฟที่ติดขึ้นเอง เห็นม่านหน้าต่างที่เปิดปิดตามคำสั่ง เห็นน้ำอุ่นไหลออกมาจากอ่างอาบน้ำโดยไม่ต้องใช้คนรับใช้ เห็นอากาศในห้องปรับอุณหภูมิได้ และเห็นแผ่นหยกควบคุมเล็ก ๆ ที่สามารถสั่งเปิดปิดหลายอย่างในห้องได้ ดวงตาของทั้งสองก็เริ่มเป็นประกายขึ้นทันที
จากเดิมแค่เลือกห้อง กลับกลายเป็นลองนู่นลองนี่อยู่เกือบทั้งวัน
เซี่ยหลานอิงลองแตะบัตร เปิดประตู ปิดประตู เปิดม่าน ปิดม่าน แล้วถามหลานชิงอวี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งนี้ทำงานอย่างไร
ซูเม่ยเหยาสนใจห้องอาบน้ำกับระบบปรับอากาศเป็นพิเศษ นางลองตรวจค่ายกลตามผนังอยู่หลายรอบ แต่ยิ่งตรวจยิ่งขมวดคิ้ว เพราะไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร
ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินนั้น เพียงนั่งตัวตรงอยู่ในห้องของตนอย่างว่าง่าย ไม่กล้าขยับมั่วซั่ว
โดยเฉพาะหลังจากหนานอวี้เดินผ่านหน้าห้องแล้วพูดลอย ๆ ว่า
“ห้องดีนะ ถ้าทำอาหารไม่อร่อย คงเสียดายห้องแย่”
งูทั้งสองตัวจึงตั้งใจอ่านตำราอาหารที่ยูรันทิ้งไว้ให้ทันทีด้วยสีหน้าจริงจังกว่าตอนเฝ้าประตูวิหารเสียอีก
วันต่อมา ข่าวเรื่องยูรันฟื้นขึ้นมาแพร่กระจายไปทั่วสำนักเมฆาจันทร์อย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแค่ฟื้น
แต่ยังลุกเดินได้เหมือนคนปกติ บาดแผลทั่วร่างหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงดวงตาที่ถูกผ้าปิดตาสีดำปิดเอาไว้เท่านั้น
ข่าวนี้ทำให้หลายฝ่ายที่กำลังรอจังหวะขยับตัวต้องหยุดชะงักทันที
โดยเฉพาะเย่อ้าวเทียนกับยอดเขากระบี่
แผนการที่กำลังจะเริ่มผลักดันให้เย่อ้าวเทียนเข้าควบคุมยอดเขาจันทรา จึงจำเป็นต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ณ ห้องโถงมิติลับปิดกั้นของยอดเขากระบี่
ม่านสีทองหม่นปิดล้อมรอบด้าน ทำให้บรรยากาศภายในอึมครึมและกดดัน
เย่อ้าวเทียนคุกเข่าประสานมืออยู่เบื้องหน้าตู้ฉางคง ใบหน้าของเขาตึงเครียด แววตาแฝงความโกรธและสับสนที่กดไว้ไม่มิด
“เรียนผู้อาวุโสตู้... สถานการณ์ยามนี้ไม่เอื้ออำนวยให้พวกเราแล้ว”
เขากัดฟันเล็กน้อย
“ยูรันฟื้นขึ้นมาเร็วกว่าที่คาด บาดแผลของมันหายไปเกือบหมด แม้ยังมีข่าวว่าดวงตาบอด แต่การที่มันกลับมาเดินได้เช่นนี้ ย่อมทำให้ยอดเขาจันทรามีกำลังใจกลับคืนมา”
เย่อ้าวเทียนก้มศีรษะต่ำลง
“ศิษย์คิดว่าควรเลื่อนแผนการออกไปก่อน ข้าจะหาแผนอื่นต่อไป”
ตู้ฉางคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่ สีหน้ามืดครึ้มอย่างเห็นได้ชัด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยเสียงต่ำ
“อืม คงต้องเป็นเช่นนั้น”
แผนการกินรวบยอดเขาจันทราในตอนนี้ หากลงมือดื้อ ๆ ย่อมเสี่ยงเกินไป
ยูรันยังไม่ตาย
หลิงเยวี่ยแม้ตบะร่วง แต่ชื่อเสียงจากการเสียสละในแดนลับยังคงช่วยคุ้มครองนางอยู่
ตู้ฉางคงหลับตาลงเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มเย็นจะค่อย ๆ ปรากฏที่มุมปาก
[หลิงเยวี่ย... ร่างหยินบริสุทธิ์ของเจ้า ข้าไม่มีทางปล่อยไปง่าย ๆ]
[วันที่เจ้าต้องกลายเป็นเตาหลอมให้ข้า คงอยู่ไม่ไกลนัก]