คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 56 ข้าชอบศิษย์น้องเข้าแล้ว6,912 ตัวอักษร

ตอนที่ 56 ข้าชอบศิษย์น้องเข้าแล้ว

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ

“อืม ถ้าพูดแบบไม่เครียดเกินไป ข้าไม่รู้ ข้าใช้ลางสังหรณ์กับการดมกลิ่น”

“แต่ถ้าพูดตามตรง ท่านรู้จักการทำนายดวงชะตารึเปล่า”

หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ

“รู้ เจ้าทำนายดวงชะตาเป็นรึ”

ยูรันส่ายหน้าทันที

“จะบ้าเหรอ ข้าทำนายเป็นที่ไหน”

“...”

หนานอวี้กรีดร้องในใจทันที

[อ๊ากกกก ไอ้เจ้าบ้านี่ เวลาแบบนี้ยังจะเล่นอะไรแบบนี้อีก!!]

ยูรันเหมือนรู้ว่าทุกคนคิดอะไร จึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น

“ข้าเปล่าเล่น ข้าพูดจริง ข้าทำนายเป็นที่ไหน”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“แต่ว่า ข้าทำนายไม่เป็น แต่ข้ามองเห็นบางส่วนเกี่ยวกับตัวเขา เลือกดูได้นะ”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เอาจริง ๆ โชคชะตาของมหาจักรพรรดิ ใคร ๆ ก็ดูไม่ได้หรอก ขอบอกไว้ก่อน ถ้าฝืนดู พลังย้อนกลับกระอักเลือดตายได้เลยนะ”

ไป๋หลิงยกมือกุมขมับ

“สรุปแล้วเจ้ารู้ได้ยังไง เล่า!”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“อืม ถ้าเป็นคนปกติจะดูไม่ได้ แต่ข้าดูได้น่ะสิ”

เขาเอียงคอเล็กน้อย

“และถึงแม้ว่าข้าจะดูเขาไม่ได้ ข้าก็ดูผู้หญิงรอบตัวเขาได้นี่”

หนานอวี้รีบถามทันที

“มีใครบ้าง พูดมาเร็ว ๆ”

ยูรันตอบสั้น ๆ

“ทุกคนที่นี่ไง ทุกคนที่นี่จะถูกศิษย์พี่เย่เอาไปทำเป็นเตาหลอม”

บรรยากาศบนโต๊ะเย็นลงทันที

หลานชิงอวี้หน้าเปลี่ยนสี

“อะไรนะ ศิษย์พี่ยู ท่านพูด==ล้อเล่น==แล้ว”

ยูรันหันหน้าไปทางนาง

"เจ้าก็ลองดูสิ จะได้รู้ว่าข้าล้อเล่นรึเปล่า"

“พูดถึงการดูโชคชะตา พวกท่านอาจจะไม่เชื่อมากนัก”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“เช่น พวกท่านที่อยู่ที่นี่จะกลายเป็นเตาหลอมให้ศิษย์พี่เย่”

ทั้งโต๊ะเงียบสนิท

ยูรันกล่าวต่อ

“รวมถึงศิษย์พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิง ศิษย์พี่สี่เซียวซินเยวี่ย ศิษย์พี่ห้ากับศิษย์พี่หก หลัวจินหยางและหลัวจินเยว่ รัชทายาท จักรพรรดินี ผู้อาวุโสซูเม่ยเหยาเองก็ด้วย”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“ยังมีอีกนะ แต่เท่านี้ก็พอ”

ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“เรื่องนี้ดูน่าเหลือเชื่อมากจริง ๆ”

ยูรันพยักหน้า

“มันมีวิธีทำให้ศิษย์พี่รองเชื่อได้อยู่นะ ให้ข้าพูดไหมล่ะ”

ไป๋หลิงมองเขานิ่ง ๆ

“พูดมา”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน

“ท่านจำวันที่ศิษย์พี่เย่ใส่ร้ายข้าได้ไหม ก่อนกลับ ข้าบอกท่านว่า ‘ให้ข้าช่วยไหม’ นั่นแหละ”

ไป๋หลิงชะงักทันที

ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

ครู่ต่อมา นางลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“หรือว่าเจ้า... เจ้า... เจ้า...”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“ใช่”

เขากล่าวเสียงเรียบ

“เรื่องปัญหาที่บ้านท่าน ที่ท่านต้องเจออยู่ตอนนี้ กับเรื่องที่ท่านทะเลาะกับยายท่าน เรื่องประเพณีไร้สาระของตระกูลท่านนั่นแหละ”

สีหน้าของไป๋หลิงซีดลงทันที

หัวเข่าของนางอ่อนแรงราวกับถูกตัดกำลังออกไปในพริบตา

หลานชิงอวี้รีบลุกขึ้นไปพยุงนางไว้

ไป๋หลิงยืนตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เงยหน้ามองยูรัน

เสียงของนางแผ่วมาก

“ใช่...”

นางหลับตาลงช้า ๆ

“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ามีปัญหาที่บ้านจริง”

ริมฝีปากของนางสั่นเล็กน้อย

“สองเรื่องนี้แหละ”

ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบทันที

ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่มันคือบาดแผลส่วนตัวที่ไป๋หลิงซ่อนเอาไว้ลึกที่สุด

ยูรันมองไป๋หลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลงเล็กน้อย

“อย่าเศร้าไปเลยศิษย์พี่รอง ข้าช่วยท่านได้อยู่แล้ว”

ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

ยูรันยิ้มบาง ๆ

“พอดีข้ามีธุระที่เมืองนั้นพอดี”

พูดจบ เขาก็หันกลับมาทางทุกคน

“ส่วนเรื่องฆ่าศิษย์พี่เย่ พวกท่านฆ่าเขาไม่ได้หรอก”

หนานอวี้กัดฟันทันที “ทำไมอีก”

ยูรันตอบเสียงเรียบ

“เขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตา มีวิถีสวรรค์คุ้มครองอยู่ ถ้าท่านคิดจะฆ่าเขา วิถีสวรรค์จะส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาปกป้องเขา”

หนานอวี้กำหมัดแน่น “นี่มันเกินไปแล้วนะ”

หลิงเยวี่ยที่เงียบมาตลอดถามขึ้นเสียงต่ำ

“แล้วจะฆ่าเขาได้อย่างไร”

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“แล้วทำไมต้องฆ่าเขา? เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ก็แค่อยู่เฉย ๆ ไม่หลงกลเขา เดี๋ยวจิตใจเขาก็แตกสลายไปเอง จนวิถีสวรรค์เลิกปกป้องเขานั่นแหละ”

หนานอวี้นิ่งไป

ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง

“แล้วหลังจากนั้น เดี๋ยวเขาก็คงไปหาเรื่องใครเข้า โดนปาดคอเองนั่นแหละ”

“...”

ยูรันบิดขี้เกียจเบา ๆ แล้วโบกมือ

“ใช้ชีวิตสบาย ๆ เถอะ ข้าไปก่อนนะ ที่ทดลองไว้ยังเหลืออีกเพียบ”

พูดจบ เขาก็เดินออกไปจากดาดฟ้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ทิ้งให้ทุกคนมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

หลังจากยูรันไปไม่นาน

หลังยูรันเดินจากไป หนานอวี้ กับหลานชิงอวี้ก็จากไปเหมือนกัน

หลิงเยวี่ยจึงหันมามองไป๋หลิง

“ตามที่รันเอ๋อร์บอก เขาช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว อย่ากังวลไปนะ”

ไป๋หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก

สีหน้าที่ซีดเผือดของนางค่อย ๆ สงบลงเล็กน้อย

“ค่ะ อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ

ไป๋หลิงก้มมองถ้วยชาตรงหน้า มือที่เคยสั่นค่อย ๆ คลายออก

ไม่รู้เพราะเหตุใด

ทั้งที่ปัญหาของตระกูลยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งที่นางยังไม่รู้ว่ายูรันจะช่วยอย่างไร

แต่เมื่อได้ยินคำว่า “เขาช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว” จากปากอาจารย์ ความหวาดกลัวที่กดทับหัวใจมานานกลับเบาลงอย่างน่าประหลาด

ราวกับเพียงแค่เขาบอกว่าจะช่วย

เรื่องนั้นก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิมอีกต่อไป

พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของไป๋หลิงก็พลันเต้นผิดจังหวะ

[เพราะศิษย์น้องบอกว่าจะช่วยหรอกนะ]

นางรีบก้มหน้าลงเล็กน้อย

[นี่ไม่ใช่เพราะว่าข้าชอบศิษย์น้อง]

แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพของยูรันกลับยิ่งชัดขึ้นในหัว

ท่าทางเอื่อยเฉื่อยเหมือนไม่ใส่ใจอะไร

คำพูดที่บางครั้งกวนประสาทจนอยากตี

ใบหน้าหล่อเหลาที่มักยิ้มบาง ๆ อย่างสบายใจ

และช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา ที่เขาทำอาหาร นั่งคุย เล่นดนตรี และอยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรมีอยู่ทุกวัน

ใบหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง

[อ๊า... แย่แล้ว]

[ไม่นะ ข้าชอบศิษย์น้องเข้าแล้ว]


ขณะเดียวกัน บนเรือเหาะราชวงศ์

เรือเหาะขนาดใหญ่แล่นผ่านทะเลเมฆอย่างสงบนิ่ง แสงอาทิตย์ยามสายส่องกระทบลวดลายทองบนลำเรือจนเป็นประกายอ่อน ๆ

เซี่ยหลานอิงยืนอยู่ริมระเบียงเรือเหาะ มองยอดเขาจันทราที่ค่อย ๆ เล็กลงไกลออกไปในสายตา

ซูเม่ยเหยายืนอยู่ไม่ไกลนัก มือหนึ่งถือถ้วยชา ท่าทางสงบเหมือนเคย แต่สายตากลับยังคงมองไปทางทิศของยอดเขาจันทราเช่นกัน

เงียบอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยหลานอิงก็เอ่ยขึ้น

“กลับไปถึงวังหลวงเมื่อไร ข้าจะรีบทูลเสด็จน้า”

ซูเม่ยเหยาหันมามองนาง

“ทูลเรื่องใด”

เซี่ยหลานอิงยิ้มบาง ๆ

“ให้พาเข้าวัง ท่าเป็นไปได้อยากให้ออกราชโองการเพื่ออภิเสกสมรสเลยด้วยซ้ำ”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปทันที

“ท่านรีบเกินไปรึเปล่า”

เซี่ยหลานอิงหัวเราะเบา ๆ

“รีบ?”

นางหันกลับมามองผู้อาวุโสซู

“ถ้าไม่รีบ เกรงว่าจะมีคนแถวนี้แย่งไปก่อนนะสิ ข้าไม่อยากโดนแย่งไป”

ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“เขาคงไม่ยอมไปแน่”

“ข้ารู้”

เซี่ยหลานอิงยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

“เพราะงั้นต้องทูลเสด็จน้าให้ช่วยไง”

ซูเม่ยเหยาถอนหายใจเบา ๆ

“ท่านนี่นะ...”

เซี่ยหลานอิงเหลือบมองนาง ก่อนกล่าวอย่างมีเลศนัย

“หึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ผู้อาวุโสซู”

ซูเม่ยเหยาชะงัก

“รู้อะไรเหรอ เพคะ”

เซี่ยหลานอิงหันมามองนางตรง ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ท่านเองก็เริ่มชอบเขาแล้วใช่ไหมล่ะ อาหาร ค่ายกล วิชา ตอนนี้ขาดแค่ตบะเท่านนั้น แต่อย่างอื่นทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ เก่งขนาดนี้ใครบ้างที่จะไม่ชอบเขา”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปทันที

ลมเหนือเมฆพัดผ่านระเบียงเรือเหาะอย่างแผ่วเบา

ครู่หนึ่ง นางจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้า

“องค์รัชทายาท ท่านคิดมากไปแล้ว”

เซี่ยหลานอิงหัวเราะเบา ๆ

“ข้าไม่ได้บอกว่าชอบแบบไหนเสียหน่อย”

ซูเม่ยเหยามือชะงักกลางอากาศ

เซี่ยหลานอิงยิ้มราวกับจับได้คาหนังคาเขา

“ดูสิ ท่านร้อนตัวเองนะ ขนาดอยู่ด้วยกันแค่ห้าวันยังรู้สึกอบอุ่นขนาดนี้”

ซูเม่ยเหยาถอนหายใจอีกครั้ง

“เด็กคนนั้นมีความรู้เรื่องโอสถและร่างกายที่เกินสามัญสำนึก ข้ายอมรับว่าข้าสนใจเขา”

“แค่สนใจแค่นั้นเหรอ?”

“ใช่ แค่สนใจ องค์รัชทายาทอย่าคิดมากเลยเพคะ”

เซี่ยหลานอิงลากเสียงเบา ๆ

“อืม... ข้าไม่เชื่อหรอก แต่ข้าจะจำไว้ว่าท่านแค่สนใจ”

ซูเม่ยเหยาหันหน้าไปทางทะเลเมฆ ไม่ตอบอะไรอีก

นางก็รู้ตัวดีว่า ความสนใจนี้...อาจไม่ธรรมดาอย่างที่นางพยายามพูดนัก