ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 56 ข้าชอบศิษย์น้องเข้าแล้ว
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“อืม ถ้าพูดแบบไม่เครียดเกินไป ข้าไม่รู้ ข้าใช้ลางสังหรณ์กับการดมกลิ่น”
“แต่ถ้าพูดตามตรง ท่านรู้จักการทำนายดวงชะตารึเปล่า”
หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ
“รู้ เจ้าทำนายดวงชะตาเป็นรึ”
ยูรันส่ายหน้าทันที
“จะบ้าเหรอ ข้าทำนายเป็นที่ไหน”
“...”
หนานอวี้กรีดร้องในใจทันที
[อ๊ากกกก ไอ้เจ้าบ้านี่ เวลาแบบนี้ยังจะเล่นอะไรแบบนี้อีก!!]
ยูรันเหมือนรู้ว่าทุกคนคิดอะไร จึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น
“ข้าเปล่าเล่น ข้าพูดจริง ข้าทำนายเป็นที่ไหน”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“แต่ว่า ข้าทำนายไม่เป็น แต่ข้ามองเห็นบางส่วนเกี่ยวกับตัวเขา เลือกดูได้นะ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“เอาจริง ๆ โชคชะตาของมหาจักรพรรดิ ใคร ๆ ก็ดูไม่ได้หรอก ขอบอกไว้ก่อน ถ้าฝืนดู พลังย้อนกลับกระอักเลือดตายได้เลยนะ”
ไป๋หลิงยกมือกุมขมับ
“สรุปแล้วเจ้ารู้ได้ยังไง เล่า!”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“อืม ถ้าเป็นคนปกติจะดูไม่ได้ แต่ข้าดูได้น่ะสิ”
เขาเอียงคอเล็กน้อย
“และถึงแม้ว่าข้าจะดูเขาไม่ได้ ข้าก็ดูผู้หญิงรอบตัวเขาได้นี่”
หนานอวี้รีบถามทันที
“มีใครบ้าง พูดมาเร็ว ๆ”
ยูรันตอบสั้น ๆ
“ทุกคนที่นี่ไง ทุกคนที่นี่จะถูกศิษย์พี่เย่เอาไปทำเป็นเตาหลอม”
บรรยากาศบนโต๊ะเย็นลงทันที
หลานชิงอวี้หน้าเปลี่ยนสี
“อะไรนะ ศิษย์พี่ยู ท่านพูด==ล้อเล่น==แล้ว”
ยูรันหันหน้าไปทางนาง
"เจ้าก็ลองดูสิ จะได้รู้ว่าข้าล้อเล่นรึเปล่า"
“พูดถึงการดูโชคชะตา พวกท่านอาจจะไม่เชื่อมากนัก”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“เช่น พวกท่านที่อยู่ที่นี่จะกลายเป็นเตาหลอมให้ศิษย์พี่เย่”
ทั้งโต๊ะเงียบสนิท
ยูรันกล่าวต่อ
“รวมถึงศิษย์พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิง ศิษย์พี่สี่เซียวซินเยวี่ย ศิษย์พี่ห้ากับศิษย์พี่หก หลัวจินหยางและหลัวจินเยว่ รัชทายาท จักรพรรดินี ผู้อาวุโสซูเม่ยเหยาเองก็ด้วย”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“ยังมีอีกนะ แต่เท่านี้ก็พอ”
ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“เรื่องนี้ดูน่าเหลือเชื่อมากจริง ๆ”
ยูรันพยักหน้า
“มันมีวิธีทำให้ศิษย์พี่รองเชื่อได้อยู่นะ ให้ข้าพูดไหมล่ะ”
ไป๋หลิงมองเขานิ่ง ๆ
“พูดมา”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“ท่านจำวันที่ศิษย์พี่เย่ใส่ร้ายข้าได้ไหม ก่อนกลับ ข้าบอกท่านว่า ‘ให้ข้าช่วยไหม’ นั่นแหละ”
ไป๋หลิงชะงักทันที
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ครู่ต่อมา นางลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“หรือว่าเจ้า... เจ้า... เจ้า...”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“ใช่”
เขากล่าวเสียงเรียบ
“เรื่องปัญหาที่บ้านท่าน ที่ท่านต้องเจออยู่ตอนนี้ กับเรื่องที่ท่านทะเลาะกับยายท่าน เรื่องประเพณีไร้สาระของตระกูลท่านนั่นแหละ”
สีหน้าของไป๋หลิงซีดลงทันที
หัวเข่าของนางอ่อนแรงราวกับถูกตัดกำลังออกไปในพริบตา
หลานชิงอวี้รีบลุกขึ้นไปพยุงนางไว้
ไป๋หลิงยืนตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เงยหน้ามองยูรัน
เสียงของนางแผ่วมาก
“ใช่...”
นางหลับตาลงช้า ๆ
“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ามีปัญหาที่บ้านจริง”
ริมฝีปากของนางสั่นเล็กน้อย
“สองเรื่องนี้แหละ”
ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบทันที
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่มันคือบาดแผลส่วนตัวที่ไป๋หลิงซ่อนเอาไว้ลึกที่สุด
ยูรันมองไป๋หลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลงเล็กน้อย
“อย่าเศร้าไปเลยศิษย์พี่รอง ข้าช่วยท่านได้อยู่แล้ว”
ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“พอดีข้ามีธุระที่เมืองนั้นพอดี”
พูดจบ เขาก็หันกลับมาทางทุกคน
“ส่วนเรื่องฆ่าศิษย์พี่เย่ พวกท่านฆ่าเขาไม่ได้หรอก”
หนานอวี้กัดฟันทันที “ทำไมอีก”
ยูรันตอบเสียงเรียบ
“เขาเป็นบุตรแห่งโชคชะตา มีวิถีสวรรค์คุ้มครองอยู่ ถ้าท่านคิดจะฆ่าเขา วิถีสวรรค์จะส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาปกป้องเขา”
หนานอวี้กำหมัดแน่น “นี่มันเกินไปแล้วนะ”
หลิงเยวี่ยที่เงียบมาตลอดถามขึ้นเสียงต่ำ
“แล้วจะฆ่าเขาได้อย่างไร”
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“แล้วทำไมต้องฆ่าเขา? เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ก็แค่อยู่เฉย ๆ ไม่หลงกลเขา เดี๋ยวจิตใจเขาก็แตกสลายไปเอง จนวิถีสวรรค์เลิกปกป้องเขานั่นแหละ”
หนานอวี้นิ่งไป
ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง
“แล้วหลังจากนั้น เดี๋ยวเขาก็คงไปหาเรื่องใครเข้า โดนปาดคอเองนั่นแหละ”
“...”
ยูรันบิดขี้เกียจเบา ๆ แล้วโบกมือ
“ใช้ชีวิตสบาย ๆ เถอะ ข้าไปก่อนนะ ที่ทดลองไว้ยังเหลืออีกเพียบ”
พูดจบ เขาก็เดินออกไปจากดาดฟ้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ทิ้งให้ทุกคนมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
หลังจากยูรันไปไม่นาน
หลังยูรันเดินจากไป หนานอวี้ กับหลานชิงอวี้ก็จากไปเหมือนกัน
หลิงเยวี่ยจึงหันมามองไป๋หลิง
“ตามที่รันเอ๋อร์บอก เขาช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว อย่ากังวลไปนะ”
ไป๋หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก
สีหน้าที่ซีดเผือดของนางค่อย ๆ สงบลงเล็กน้อย
“ค่ะ อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ
ไป๋หลิงก้มมองถ้วยชาตรงหน้า มือที่เคยสั่นค่อย ๆ คลายออก
ไม่รู้เพราะเหตุใด
ทั้งที่ปัญหาของตระกูลยังไม่ได้รับการแก้ไข
ทั้งที่นางยังไม่รู้ว่ายูรันจะช่วยอย่างไร
แต่เมื่อได้ยินคำว่า “เขาช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว” จากปากอาจารย์ ความหวาดกลัวที่กดทับหัวใจมานานกลับเบาลงอย่างน่าประหลาด
ราวกับเพียงแค่เขาบอกว่าจะช่วย
เรื่องนั้นก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิมอีกต่อไป
พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของไป๋หลิงก็พลันเต้นผิดจังหวะ
[เพราะศิษย์น้องบอกว่าจะช่วยหรอกนะ]
นางรีบก้มหน้าลงเล็กน้อย
[นี่ไม่ใช่เพราะว่าข้าชอบศิษย์น้อง]
แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพของยูรันกลับยิ่งชัดขึ้นในหัว
ท่าทางเอื่อยเฉื่อยเหมือนไม่ใส่ใจอะไร
คำพูดที่บางครั้งกวนประสาทจนอยากตี
ใบหน้าหล่อเหลาที่มักยิ้มบาง ๆ อย่างสบายใจ
และช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา ที่เขาทำอาหาร นั่งคุย เล่นดนตรี และอยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรมีอยู่ทุกวัน
ใบหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
[อ๊า... แย่แล้ว]
[ไม่นะ ข้าชอบศิษย์น้องเข้าแล้ว]
ขณะเดียวกัน บนเรือเหาะราชวงศ์
เรือเหาะขนาดใหญ่แล่นผ่านทะเลเมฆอย่างสงบนิ่ง แสงอาทิตย์ยามสายส่องกระทบลวดลายทองบนลำเรือจนเป็นประกายอ่อน ๆ
เซี่ยหลานอิงยืนอยู่ริมระเบียงเรือเหาะ มองยอดเขาจันทราที่ค่อย ๆ เล็กลงไกลออกไปในสายตา
ซูเม่ยเหยายืนอยู่ไม่ไกลนัก มือหนึ่งถือถ้วยชา ท่าทางสงบเหมือนเคย แต่สายตากลับยังคงมองไปทางทิศของยอดเขาจันทราเช่นกัน
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยหลานอิงก็เอ่ยขึ้น
“กลับไปถึงวังหลวงเมื่อไร ข้าจะรีบทูลเสด็จน้า”
ซูเม่ยเหยาหันมามองนาง
“ทูลเรื่องใด”
เซี่ยหลานอิงยิ้มบาง ๆ
“ให้พาเข้าวัง ท่าเป็นไปได้อยากให้ออกราชโองการเพื่ออภิเสกสมรสเลยด้วยซ้ำ”
ซูเม่ยเหยานิ่งไปทันที
“ท่านรีบเกินไปรึเปล่า”
เซี่ยหลานอิงหัวเราะเบา ๆ
“รีบ?”
นางหันกลับมามองผู้อาวุโสซู
“ถ้าไม่รีบ เกรงว่าจะมีคนแถวนี้แย่งไปก่อนนะสิ ข้าไม่อยากโดนแย่งไป”
ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“เขาคงไม่ยอมไปแน่”
“ข้ารู้”
เซี่ยหลานอิงยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“เพราะงั้นต้องทูลเสด็จน้าให้ช่วยไง”
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านนี่นะ...”
เซี่ยหลานอิงเหลือบมองนาง ก่อนกล่าวอย่างมีเลศนัย
“หึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ผู้อาวุโสซู”
ซูเม่ยเหยาชะงัก
“รู้อะไรเหรอ เพคะ”
เซี่ยหลานอิงหันมามองนางตรง ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ท่านเองก็เริ่มชอบเขาแล้วใช่ไหมล่ะ อาหาร ค่ายกล วิชา ตอนนี้ขาดแค่ตบะเท่านนั้น แต่อย่างอื่นทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ เก่งขนาดนี้ใครบ้างที่จะไม่ชอบเขา”
ซูเม่ยเหยานิ่งไปทันที
ลมเหนือเมฆพัดผ่านระเบียงเรือเหาะอย่างแผ่วเบา
ครู่หนึ่ง นางจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้า
“องค์รัชทายาท ท่านคิดมากไปแล้ว”
เซี่ยหลานอิงหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไม่ได้บอกว่าชอบแบบไหนเสียหน่อย”
ซูเม่ยเหยามือชะงักกลางอากาศ
เซี่ยหลานอิงยิ้มราวกับจับได้คาหนังคาเขา
“ดูสิ ท่านร้อนตัวเองนะ ขนาดอยู่ด้วยกันแค่ห้าวันยังรู้สึกอบอุ่นขนาดนี้”
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจอีกครั้ง
“เด็กคนนั้นมีความรู้เรื่องโอสถและร่างกายที่เกินสามัญสำนึก ข้ายอมรับว่าข้าสนใจเขา”
“แค่สนใจแค่นั้นเหรอ?”
“ใช่ แค่สนใจ องค์รัชทายาทอย่าคิดมากเลยเพคะ”
เซี่ยหลานอิงลากเสียงเบา ๆ
“อืม... ข้าไม่เชื่อหรอก แต่ข้าจะจำไว้ว่าท่านแค่สนใจ”
ซูเม่ยเหยาหันหน้าไปทางทะเลเมฆ ไม่ตอบอะไรอีก
นางก็รู้ตัวดีว่า ความสนใจนี้...อาจไม่ธรรมดาอย่างที่นางพยายามพูดนัก