ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 60 ข้าเลยต้องติดแหง็กอยู่กับท่านที่นี่
หลานชิงอวี้มองถนนในเมืองทิวาเมฆาที่ผู้คนดูตึงเครียดกว่าปกติ ก่อนหันไปถามเสียงเบา
“ศิษย์พี่ยู เราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีเจ้าคะ”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องคิด
“เจ้าอยากเริ่มตรงไหนก็ได้ ส่วนข้าจะไปหาโรงเตี๊ยม หาอะไรกินสักหน่อย”
เย่อ้าวเทียนแค่นเสียงเย็น
“หึ เจ้ามาพักผ่อนหรือมาทำภารกิจกันแน่ คอยดูให้ดีเถอะ เรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก ข้าจะไปจัดการเอง”
พูดจบ เย่อ้าวเทียนก็ทะยานร่างออกไปทันที ไม่รอให้ใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
หนานอวี้มองตามหลังเขาไปด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“มันเป็นอะไรของมัน หาที่พักก่อนแล้วค่อยหาข่าวไม่ดีตรงไหน ตอนอยู่บนเรือก็เอาแต่ยืนตากลมอยู่หัวเรือ ไม่หนาวบ้างหรือไง”
หลานชิงอวี้พึมพำเสียงเบา
“สงสัยโดนลมจนสมองกลับแล้วมั้งเจ้าคะ”
ยูรันส่ายหน้าเล็กน้อย
[ทำไมบุตรแห่งโชคชะตามันถึงได้หน้าโง่ทุกตัวเลยนะ]
“ช่างเขาเถอะ พวกเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า”
ทั้งสามเดินมาตามถนนหลักของเมืองอยู่พักหนึ่ง ก่อนหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมหลังใหญ่ที่แขวนป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรว่า เมฆาโสภิณ
ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“เอาที่นี่แหละ ข้าเริ่มขี้เกียจเดินหาแล้ว”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ข้ายังไงก็ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อทั้งสามก้าวเข้าไปด้านใน หลงจู๊ที่ยืนอยู่หลังโต๊ะคิดเงินก็รีบออกมาต้อนรับทันที
“เรียนคุณชายและคุณหนูทั้งสอง ช่วงนี้เมืองทิวาเมฆาเกิดปัญหาสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง แขกจากต่างเมืองจำนวนมากออกเดินทางไม่ได้ จึงต้องเข้าพักตามโรงเตี๊ยมต่าง ๆ จนเกือบเต็มหมดแล้ว ตอนนี้โรงเตี๊ยมของเราเหลือเพียงห้องเดียวเท่านั้นขอรับ”
หนานอวี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ห้องเดียวก็ได้ ไม่มีปัญหา แล้วพวกเราจะสั่งอาหารด้วย หาโต๊ะให้พวกเราหน่อย”
พูดจบนางก็หันไปมองยูรัน
“ได้ใช่ไหม ศิษย์น้อง”
ยูรันพยักหน้า
“ได้สิ ข้าแค่จะมากินข้าวอยู่แล้ว ห้องจะมีกี่ห้องก็ไม่สำคัญ”
หลงจู๊ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก รีบผายมือเชื้อเชิญ
“เชิญทางนี้ขอรับ โต๊ะริมหน้าต่างยังว่างอยู่พอดี”
ยูรันเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้เดินขนาบข้างเขา ส่วนสายตาของผู้คนในโรงเตี๊ยมก็อดเหลือบมองทั้งสามไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผ้าปิดตาสีดำที่ท่าทางเหมือนคนมาพักผ่อนมากกว่ามาทำภารกิจ
ยูรันนั่งลงแล้วเคาะนิ้วบนโต๊ะเบา ๆ
“เอาอาหารมาทุกเมนูเลยอย่างละชุด แล้วก็ชาร้อนหนึ่งกา”
หลงจู๊รีบพยักหน้า
“ได้ขอรับ”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเพิ่มอย่างเนือย ๆ
“แล้วก็... ถ้ามีข่าวเรื่องสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง เล่าให้ฟังระหว่างรออาหารด้วยก็ดี ข้าขี้เกียจเดินไปถามทีละคน”
ระหว่างที่ทั้งสามกำลังรออาหารอยู่นั้น บุรุษคนหนึ่งในชุดหรูหราลายมังกรฟ้า ประดับอัญมณีระยิบระยับ ก็ก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางถือดี
ใบหน้าของเขานับว่าหล่อเหลา ทว่ารอยยิ้มและแววตากลับแฝงความเย่อหยิ่งเสเพลอย่างปิดไม่มิด รอบกายมีบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันขั้นสร้างรากฐานระดับสูงเกือบสิบคนเดินตามมาอย่างเอิกเกริก
บุรุษผู้นี้คือ หวังรุ่ย บุตรชายคนโตของเจ้าเมืองทิวาเมฆา ผู้มักใช้บารมีบิดารังแกผู้คนตามใจชอบ
ทันทีที่หวังรุ่ยเห็นหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นทันที
“โอ้... ตอนแรกข้านึกว่าเป็นเพียงผู้ฝึกตนจากต่างเมืองทั่วไป ไม่นึกเลยว่าเมืองทิวาเมฆาจะได้ต้อนรับยอดหญิงงามล่มเมืองถึงสองนาง”
เขาแสยะยิ้ม ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะอย่างไม่เกรงใจ สายตากวาดมองสองสาวอย่างโจ่งแจ้ง
“แม่นางทั้งสอง เมืองทิวาเมฆาแห่งนี้เปรียบเสมือนสวนหลังบ้านของข้าหวังรุ่ย การที่พวกเจ้ามาพักในโรงเตี๊ยมธรรมดาเช่นนี้ ช่างไม่คู่ควรกับความงามเลยสักนิด ไปพักที่จวนเจ้าเมืองของข้าดีกว่า ที่นั่นมีห้องหับหรูหรา โอสถบำรุง และคนคอยปรนนิบัติพร้อมสรรพ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
[ไอโง่นี่จบเห่แล้วสินะ ข้าขอสวดไว้อาลัยให้หนึ่งลมหายใจก็แล้วกัน]
หนานอวี้วางตะเกียบลงดังปึก
“ไสหัวไป ไอลูกหมา กล้าดียังไงมาใช้สายตาหื่นกามมองข้า”
หลานชิงอวี้ขี้เกียจแม้แต่จะหันไปมอง
หวังรุ่ยได้ยินคำด่า อีกทั้งยังเห็นหลานชิงอวี้ไม่แยแสตนแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“สามหาว!”
เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“พวกเจ้าเป็นเพียงศิษย์ไร้นามจากสำนักภายนอก กล้าดีอย่างไรมาใช้วาจาเช่นนี้กับข้าหวังรุ่ย ในเมืองนี้ คำพูดของข้าคือสัจธรรม!”
พูดจบ เขาก็ตวาดสั่งผู้คุ้มกันด้านหลังทันที
“เฮ้ย! จับตัวพวกนางสองคนกลับจวน ส่วนไอ้คนตาบอดสวมผ้าปิดตานั่น หักขาแล้วโยนออกไปนอกเมืองซะ!”
บ่าวไพร่และผู้คุ้มกันขั้นหลอมรวมปราณห้าคนรับคำสั่งทันที พวกมันโคจรพลังปราณ พุ่งเข้าหาโต๊ะอาหาร หมายจะลงมือจับกุมหนานอวี้กับหลานชิงอวี้
แต่หนานอวี้เดิมทีก็อารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะเย่อ้าวเทียนอยู่แล้ว
พอได้ยินว่ามีคนคิดจะหักขาศิษย์น้องรักของตนเอง ความโกรธในอกก็ลุกพรึบขึ้นมาทันที
นางไม่สนใจบ่าวไพร่ที่พุ่งเข้ามาเลยแม้แต่น้อย เพียงง้างหมัด แล้วอัดใส่หน้าหวังรุ่ยเต็มแรง
ฟิ้ว...
ตูม!!!
ร่างของบุตรชายเจ้าเมืองปลิวละลิ่วเหมือนว่าวสายป่านขาด พุ่งกระแทกกำแพงไม้หนาของโรงเตี๊ยมจนเกิดเสียงดังสนั่น
บ่าวไพร่ที่กำลังพุ่งเข้ามาหยุดชะงักพร้อมกัน
ทุกสายตาหันไปมองกำแพง
ร่างของหวังรุ่ยค่อย ๆ ไหลลงมากองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ศีรษะเอียงผิดรูป ลมหายใจดับสนิทไปแล้ว
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบไปชั่วขณะ
ก่อนจะมีเสียงแตกตื่นดังขึ้นทันที
“ฆ่าคนแล้ว!”
“คุณชายใหญ่ตายแล้ว!”
“เร็วเข้า รีบพาคุณชายกลับจวน! รีบแจ้งท่านเจ้าเมืองเร็ว!”
บ่าวไพร่ที่เมื่อครู่ยังแสดงท่าทางดุดัน รีบวิ่งเข้าไปดึงร่างไร้วิญญาณของหวังรุ่ยออกจากซากกำแพง แล้วพากันหอบศพหนีออกจากโรงเตี๊ยมอย่างลนลาน
ยูรันยกถ้วยชาค้างอยู่กลางอากาศ
[เวร... ตายคาที่เลยนี่หว่า]
ไม่นานนัก หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เมื่อเห็นสภาพกำแพงและคราบเลือดบนพื้น เขาก็หน้าซีดเผือด ก่อนรีบก้มตัวแทบติดพื้น
“คุณหนู... คุณหนูท่านนี้ก่อเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! นั่นคือคุณชายใหญ่ บุตรชายของท่านเจ้าเมืองเชียวนะขอรับ! หากท่านเจ้าเมืองรู้เรื่องเข้า...”
หนานอวี้ตบมือปัดเศษฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนโยนถุงเหรียญวิญญาณให้หลงจู๊
เคร้ง!
“นี่ค่าซ่อมกำแพงกับค่าปิดปากของเจ้า กลับไปทำงานต่อซะ”
นางกล่าวเสียงเรียบ สีหน้าไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“หากจวนเจ้าเมืองอยากมีเรื่อง ก็ให้มาหาข้าที่นี่ได้ตลอดเวลา”
หลงจู๊รับถุงเหรียญไว้ด้วยมือสั่น ๆ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี
ยูรันวางถ้วยชาลง แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ศิษย์พี่ เขาตายแล้วนะ ท่านลงมือเกินกว่าเหตุไปรึเปล่า”
หนานอวี้นั่งลงพร้อมแก้มป่อง
“ฮึ! ก็เจ้าขยะนั่นมันน่ารำคาญนี่นา มันยังบอกว่าจะหักขาเจ้าอีก ข้าก็เลยซัดเต็มแรงให้มันหายรำคาญไปเลย”
ยูรันส่ายหน้าเล็กน้อย
“จวนเจ้าเมืองต้องกลับมาหาเรื่องแน่ ชักยุ่งยากแล้วสิ”
หลานชิงอวี้ที่เงียบมาตลอดเหลือบมองเขา
“ศิษย์พี่ยูดูไม่ตกใจเลยนะเจ้าคะ”
“ตกใจสิ”
“ตรงไหนเจ้าคะ”
“ข้ายังไม่ได้กินข้าวสักคำ เรื่องก็มาแล้ว”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ
“เปลี่ยนแผน ช่วงนี้พวกท่านสองคนห้ามออกไปไหนทั้งนั้น อยู่แต่ในโรงเตี๊ยมนี้แหละ เดี๋ยวข้าออกไปคนเดียวเอง”
หนานอวี้หันมามองทันที
“ทำไมล่ะ ข้าไปด้วยไม่ได้หรือไง”
ยูรันชี้ผ้าปิดตาของตนเอง
“ไม่มีใครสงสัยคนตาบอดหรอก หาข่าวง่ายกว่าเยอะ”
พูดจบ เขาก็เรียกหลงจู๊ให้พาไปยังห้องพักที่เหลืออยู่ แล้วสั่งให้คนยกอาหารขึ้นไปส่งที่ห้องแทน
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็นั่งอยู่ในห้องพักชั้นบน
อาหารหลายจานถูกวางเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมก็พอมีอยู่บ้าง เพียงแต่มันยังห่างไกลจากอาหารที่ยูรันทำจนเทียบกันไม่ติด
หนานอวี้คีบเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วทันที
“ไม่อร่อยเลย”
นางพูดจบก็วางตะเกียบลง แล้วหันไปมองยูรันอย่างไม่ยอมแพ้
“ศิษย์น้อง ให้ข้าไปกับเจ้าด้วยไม่ได้จริง ๆ เหรอ”
“ไม่ได้”
ยูรันตอบสั้น ๆ
หนานอวี้จ๋อยลงทันที
หลานชิงอวี้เหลือบมองนาง ก่อนพูดเสียงเรียบ
“ศิษย์พี่สาม ก็ท่านเป็นคนฆ่าเขาเองนี่เจ้าคะ ช่วยไม่ได้ ข้าเลยต้องติดแหง็กอยู่กับท่านที่นี่”
หนานอวี้หันขวับ
“นี่เจ้าจะบอกว่าเป็นความผิดของข้ารึไง หา?”
หลานชิงอวี้ส่ายหน้าอย่างไร้เดียงสา
“เปล่าสักหน่อยเจ้าค่ะ ข้าแค่เห็นด้วยกับศิษย์พี่ยูว่าท่านลงมือเกินกว่าเหตุไปนิดหนึ่ง เลยทำให้ข้าต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง”
“นั่นมันก็แปลว่าเจ้าว่าข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือไง!”
หนานอวี้แทบกรีดร้อง ก่อนจ้องหลานชิงอวี้อย่างรู้ทัน
“อ๊าก เจ้าแค่อยากอยู่กับศิษย์น้อง อย่ามาอ้างนู่นอ้างนี่หน่อยเลย!”
หลานชิงอวี้เบือนหน้าหนีเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อยเจ้าค่ะ”
ยูรันถอนหายใจเบา ๆ
“เอาล่ะ ๆ พอแค่นี้เถอะ”
เขาวางถ้วยชาลง
“เดี๋ยวช่วงเย็นข้าจะออกไปตรวจสอบอะไรสักหน่อย ระหว่างนี้พวกท่านสองคนห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม”
หลานชิงอวี้พยักหน้าทันที
“เข้าใจเจ้าค่ะ”
หนานอวี้เม้มปาก สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายก็จำใจพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“รู้แล้วน่า...”