คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 62 หลับไปแล้ว ทั้งแบบนั้นเลยเนี่ยนะ8,360 ตัวอักษร

ตอนที่ 62 หลับไปแล้ว ทั้งแบบนั้นเลยเนี่ยนะ

เยว่หลีสูดลมหายใจเข้าลึก

พลังสีดำสนิทค่อย ๆ แผ่ออกจากร่างของนาง ราวกับหมอกหนืดที่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวและความอาฆาต มันไหลคลุมพื้นห้องอย่างเชื่องช้า ก่อนจะพุ่งวนรอบตัวนาง

ยูรันเลิกคิ้วเล็กน้อย

"หืม ดูสิ เป็นจิตมารที่บริสุทธิ์สุด ๆ"

เยว่หลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนแค่นเสียงเย็น

"ถ้ารู้จัก ก็น่าจะรู้สินะว่ามันอันตรายแค่ไหน"

พลังสีดำรอบตัวนางพลันเดือดพล่าน

"ตายซะ!"

ยูรันยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วดึงผ้าปิดตาออก

ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยหม่นแสง กลับเปลี่ยนไปในพริบตา ตาขาวกลายเป็นสีดำสนิท ตาดำกลับกลายเป็นสีขาวว่างเปล่า ราวกับดวงตาของเยว่หลีทุกประการ

เพียงแต่ว่า...

พลังสีดำที่แผ่ออกจากร่างยูรันนั้น แม้จะดำสนิทไม่ต่างกัน แต่กลับให้ความรู้สึกใสสะอาดอย่างน่าประหลาด ไม่มีความแค้น ไม่มีความคลั่ง ไม่มีอารมณ์ใดเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย

และกดทับทุกสิ่งในห้องไว้ในชั่วพริบตา

ใบหน้าของเยว่หลีซีดลงทันที

"เป็นไปไม่ได้..."

นางถอยหลังไปครึ่งก้าว

"เจ้าใช้จิตมารได้อย่างไร แถมดวงตาของเจ้า... ทำไมถึงเปลี่ยนทั้งสองข้าง!"

จิตมารของนางถูกกลืนหายไปทีละชั้น ราวกับเปลวไฟเล็ก ๆ ที่ถูกโยนลงไปกลางมหาสมุทร ต่อให้นางเร่งพลังเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย

ยูรันค่อย ๆ เดินเข้าหานาง

"เป็นไง เหมือนกันเลยใช่ไหมล่ะ"

"ยะ... อย่าเข้ามานะ"

เยว่หลีถอยกรูดจนข้อพับเข่าชนขอบเตียง ร่างของนางเสียหลักล้มลง ก่อนจะรีบถอยต่อไปจนแผ่นหลังแนบติดผนัง

"ไม่งั้น... ไม่งั้นข้า..."

ยูรันโน้มตัวลงไปมองนาง

"ไม่งั้นเจ้าจะใช้พลังระดับแก่นทองของเจ้าเอาชนะข้า?"

เขาเอียงคอเล็กน้อย

"คิดว่าเป็นไปได้จริง ๆ หรือ"

เยว่หลีพูดไม่ออก

ต่อให้ชายตรงหน้าจะมีระดับพลังเพียงหลอมรวมปราณขั้นต้น แต่จิตมารของเขาสะอาด สงบเกินไป เมื่อเทียบกับจิตมารของนางที่ปั่นป่วนและสะเปะสะปะราวกับกองเพลิงบ้าคลั่ง นางรู้ทันทีว่าตนเองไม่มีทางชนะ

ยูรันค่อย ๆ ยื่นมือออกไป

เยว่หลีเบิกตากว้าง

"อย่านะ เจ้าคิดจะทำอะไร ไม่นะ!"

นางหลับตาแน่น กรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

แปะ

"...ห๊ะ?"

เยว่หลีลืมตาขึ้นช้า ๆ

มือของยูรันวางอยู่บนศีรษะของนาง

เขาลูบหัวนางเบา ๆ ครั้งหนึ่ง พร้อมกับสลายจิตมารทั้งหมดในห้องไปอย่างเงียบงัน

เยว่หลีเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า

ยูรันกำลังยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน

นางนิ่งค้างอยู่กับที่

ในหัวของยอดฝีมือหญิงแห่งพรรคมารผู้เลื่องชื่อ เหลือเพียงความคิดเดียว

[เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?]

ยูรันถอนมือกลับอย่างช้า ๆ

"ถ้าเจ้าอยู่เฉย ๆ ข้าจะไม่ทำอะไร"

เยว่หลียังคงมองเขาอย่างระแวง

"แต่ถ้าไม่เชื่อ ข้าจะส่งเจ้าให้ศิษย์พี่คนหนึ่งของข้า พอดีเขาเป็นพวกบ้าผู้หญิง ยิ่งเป็นผู้หญิงสวย ๆ แบบเจ้า เขายิ่งชอบ"

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย

"เจ้าอาจได้กลายเป็นเตาหลอมให้เขาใช้ทั้งวันทั้งคืน ว่ายังไง"

เยว่หลีที่ยังงุนงงอยู่ เมื่อได้ยินคำว่าเตาหลอม ใบหน้าของนางก็แข็งค้างทันที

นางกัดฟันกรอด "ข้าจะอยู่เฉย ๆ"

ยูรันพยักหน้า "เจ้าชื่ออะไร"

เยว่หลีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเย็น

"เยว่หลี ศิษย์พรรคมารที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ"

"เยว่หลี?"

ยูรันมองนางนิ่ง ๆ

"เจ้านามสกุลเยว่ หรือนามสกุลเซี่ย"

ร่างของเยว่หลีชะงักไปเล็กน้อย

"นามสกุลเยว่ ข้าไม่ได้นามสกุลเซี่ย"

ยูรันพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

"อืม ดูเหมือนคนโกหกต้องถูกส่งไปเป็นเตาหลอมนะ เจ้าคิดว่ายังไง"

เยว่หลีกัดฟันแน่น

[อ๊าก! ไอบ้านี่รู้ได้ยังไง!]

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวเสียงต่ำ

"ใช่ ข้านามสกุลเซี่ย ชื่อเซี่ยเยว่หลี"

"อ้อ"

ยูรันยิ้มบาง

"ไม่ต้องถามนะว่ารู้ได้ยังไง พอดีข้าได้กลิ่นจากสายเลือดเจ้า ข้าเคยเจอรัชทายาทเซี่ยหลานอิงมาก่อน บังเอิญกลิ่นดันคล้ายกัน เลยคิดว่าน่าจะมาจากราชวงศ์เหมือนกัน"

[คงบอกไม่ได้ว่าเห็นมาจากเนตรพยากรณ์ แถไปก่อนแล้วกัน]

เซี่ยเยว่หลีมองเขาอย่างพูดไม่ออก

[ไอหมอนี่มันเป็นหมารึไง แค่ดมกลิ่นก็รู้ว่าใครเป็นญาติใคร?]

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น

"ใช่ ข้าเป็นคนของราชวงศ์ อย่างน้อยก็เคยเป็น"

น้ำเสียงของนางเย็นลงเล็กน้อย

"ข้าเกิดมาพร้อมกับจิตมารบริสุทธิ์ ทุกคนจึงหาว่าข้าเป็นจอมมารกลับชาติมาเกิด"

"เดี๋ยวก่อน"

ยูรันยกมือขึ้นขัด

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

ยูรันหันไปมองศพที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

"ข้าขอเก็บศพก่อนนะ"

เขาเอ่ยเรียบ ๆ

"กระจก เก็บศพให้สะอาด"

กระจกเทพสัจธรรมเงียบไปครู่หนึ่ง

[นี่ตัวข้ากลายเป็นกระจกเก็บงานตั้งแต่เมื่อไร]

[เก็บก็เก็บวะ]

แสงจาง ๆ วาบผ่านพื้นห้อง ศพและคราบเลือดทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงห้องสะอาดราวกับไม่เคยเกิดเรื่องใดขึ้นมาก่อน

เซี่ยเยว่หลีอ้าปากเล็กน้อย

ยูรันหันกลับมาหานาง

"เมื่อกี้ถึงไหนนะ"

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง

"อ๋อ จอมมารกลับชาติมาเกิด"

เซี่ยเยว่หลีมองเขาอยู่นาน ก่อนกัดฟันพูดต่อ

"ใช่ พวกเขาหาว่าข้าเป็นจอมมารกลับชาติมาเกิด และต้องการให้ข้าตาย พวกในวังจึงร่วมมือกันวางแผนกำจัดข้าอย่างเงียบ ๆ อ้างว่าป่วยตายบ้าง อุบัติเหตุตายบ้าง"

ดวงตาของนางเย็นเยียบขึ้นทีละน้อย

"ข้าจึงต้องหนีมากับพ่อของข้า เพื่อเอาชีวิตรอด จนกระทั่งหลบหนีเข้าร่วมกับพรรคมาร เพื่อหาหนทางมีชีวิตต่อ และล้างแค้นพวกมันเหล่านั้น"

ยูรันพยักหน้า

"อ๋อ หมดยัง"

เซี่ยเยว่หลีคิ้วกระตุก

[ไอบ้านี่มันตั้งใจฟังอยู่รึเปล่าวะ]

"หมดแล้ว"

"แค่นี้อะนะ"

"ใช่ แค่นี้"

"จริงดิ"

"จริง"

ยูรันชี้ไปยังพื้นห้องที่เพิ่งสะอาดไปเมื่อครู่

"แล้วเพื่อนของเจ้าเมืองหวังนั่น เจ้าฆ่าเขาทำไม"

สีหน้าของเซี่ยเยว่หลีเย็นลงทันที

"เพราะมันชั่วช้า เหมือนเดรัจฉานมาเกิด ข่มเหงรังแก ใช้อำนาจบาตรใหญ่ หญิงสาวบริสุทธิ์จำนวนมากถูกพวกมันย่ำยี แล้วถูกเอามาขายที่หอนางโลมแห่งนี้"

น้ำเสียงของนางแฝงความอาฆาตอย่างชัดเจน

"ข้าทำไปเพื่อแก้แค้นแทนพวกนางเท่านั้น รายต่อไปคือเจ้าเมืองหวังกับลูกของมัน"

นางชะงักไปเล็กน้อย

"แต่ว่าข้าได้ยินมาว่า ลูกของมันไปหาเรื่องผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่ง จนถูกอัดติดกำแพงตายไปแล้ว"

มุมปากของนางยกขึ้นอย่างเย็นชา

"สมน้ำหน้ามัน"

ยูรันกะพริบตา

"อ๋อ"

เขาพูดอย่างเรียบง่าย

"นั่นศิษย์พี่ข้าต่อยมันตายอัดกำแพงเมื่อตอนกลางวันเองแหละ ข้าห้ามไว้ไม่ทัน"

เซี่ยเยว่หลี

"...?"

นางนิ่งค้างไปชั่วขณะ ราวกับไม่รู้ว่าควรตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไรดี

ยูรันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางอีกครั้ง

เซี่ยเยว่หลีสะดุ้งทันที

"อ๊าก! เจ้าจะทำอะไร หยุดนะ!"

ยูรันไม่ได้หยุด เพียงแต่น้ำหนักมือนั้นเบามาก

"ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยใช่ไหม"

เสียงของเขานุ่มลงเล็กน้อย

"ร้องไห้ออกมาเถอะนะ"

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

นางไม่รู้ว่าทำไม เพียงแค่ได้ยินประโยคนั้น น้ำตาก็ไหลออกมาเอง

ตลอดหลายสิบปีที่หนีตาย นางไม่เคยได้ยินใครพูดกับนางเช่นนี้มาก่อน แม้แต่บิดาของนางเอง ก็ไม่เคยเอ่ยถ้อยคำแบบนี้ออกมา

แต่ชายตรงหน้า เพิ่งพบกันไม่ถึงสิบ นาทีด้วยซ้ำ

กลับพูดเพียงประโยคเดียว แล้วแทงลึกเข้าไปถึงส่วนที่มืดมนและอ้างว้างที่สุดในใจของนาง

"ฮึก..."

เสียงสะอื้นแรกเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก

เซี่ยเยว่หลีพยายามยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตามสัญชาตญาณของคนที่ต้องเข้มแข็งอยู่เสมอ แต่น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม

ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ทำให้เกราะน้ำแข็งที่เพียรสร้างมาหลายสิบปี เริ่มละลายลงทีละชั้น

"ปล่อยให้มันเป็นไปตามอารมณ์เถอะ"

ยูรันกล่าวเบา ๆ

ประโยคนั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย

"อึก... ฮือ..."

เซี่ยเยว่หลีปล่อยโฮออกมาในที่สุด ร่างของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อของยูรันไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ความอบอุ่นเพียงเล็กน้อยตรงหน้านี้จะหายไป

ยูรันไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้นางร้องไห้จนพอ

เสียงสะอื้นของเซี่ยเยว่หลีดังก้องอยู่ในห้อง มันไม่ใช่น้ำตาของความอ่อนแอ แต่เป็นน้ำตาของคนที่แบกความหวาดกลัว ความโดดเดี่ยว การถูกไล่ล่า และคราบเลือดมานานเกินไป

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน

จนกระทั่งเสียงร้องไห้ค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจขาดช่วง ยูรันจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดให้นาง

"ดีขึ้นบ้างหรือยัง"

เซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา

ใบหน้าของนางยังเปื้อนคราบน้ำตา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและระแวดระวัง บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง

นางไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิด

เหตุใดคนที่เพิ่งพบกันไม่ถึงสิบ นาที ถึงทำให้นางรู้สึกปลอดภัยได้มากกว่าทุกคนที่เคยพบมาตลอดชีวิต

ยูรันมองเซี่ยเยว่หลีที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสงบ

"ร้องไห้พอแล้วก็ไปเถอะ"

เซี่ยเยว่หลีเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งคราบน้ำตา

"ไป?"

"ห้องนี้เป็นของเพื่อนเจ้าเมือง แล้วเจ้าก็เชือดคอเขาไปแล้ว เดี๋ยวมีคนสงสัย"

พูดจบ เขาก็ก้มลงอุ้มนางขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงทันที

เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง

"เฮ้ย! เจ้าทำอะไร!"

"ชู่ว เงียบ ๆ"

เขาเหลือบมองประตูห้อง

"พาไปห้องข้าไง จะได้ไม่มีคนสงสัย"

"ใครถามเจ้าเรื่องนั้นกัน!"

ยูรันไม่ตอบ

เพียงใช้ [ทัศนะศูนย์] กลบกลิ่นอายของตนเองและนางจนหายไปจากการรับรู้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน [ทัศนะบูรณา] ก็คลี่คลุมรอบตัว ทำให้ภาพ เสียง และร่องรอยการเคลื่อนไหวถูกเติมเต็มราวกับไม่มีผู้ใดเดินผ่านออกจากห้องนั้นเลย

ทางเดินยังคงเงียบสงบ

เสียงดนตรีจากชั้นล่างยังดังแว่วขึ้นมาเบา ๆ

แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังอุ้มสตรีพรรคมารผ่านหน้าห้องไปอย่างสบายใจ

ไม่นาน ยูรันก็กลับมาถึงห้องของตน

เขาวางเซี่ยเยว่หลีลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง

"พักสักหน่อยเถอะ"

ยูรันกล่าวพลางดึงผ้าห่มคลุมให้นางครึ่งหนึ่ง

"พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

เซี่ยเยว่หลีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง มองเขาด้วยสีหน้าสับสน

"แล้วเจ้าเล่า?"

ยูรันไม่ได้ตอบ

เขาเดินไปยังพื้นที่ว่างข้างเตียง แล้วทิ้งตัวลงนอนบนพื้นทันที

ตุบ

ร่างของเขาแผ่กางออกเป็นรูปตัว ☆ อย่างหมดสภาพ

"..."

เซี่ยเยว่หลีมองภาพนั้นอยู่นาน ในหัวของนางค่อย ๆ มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างช้า ๆ

[ไอบ้านี่ หลับไปแล้ว ทั้งแบบนั้นเลยเนี่ยนะ ช่างเถอะข้านอนบ้างดีกว่า]