คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 63 ทำไมฟังดูเหมือนศิษย์พี่ของเขาเป็นคนปัญญาอ่อน7,054 ตัวอักษร

ตอนที่ 63 ทำไมฟังดูเหมือนศิษย์พี่ของเขาเป็นคนปัญญาอ่อน

จวนเจ้าเมืองหวัง

เสียงถ้วยชาถูกปาลงพื้นแตกกระจายดังสนั่น

"เจ้าว่าอะไรนะ!"

เจ้าเมืองหวังลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนแทบไม่เหลือเค้าความสุขุม

พ่อบ้านที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างตัวสั่นเทา รีบก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม

"เรียนท่านเจ้าเมือง คุณชาย... คุณชายถูกสตรีผู้ฝึกตนผู้หนึ่งต่อยเพียงหมัดเดียว ร่างกระแทกกำแพง เสียชีวิตคาที่ขอรับ"

"หมัดเดียว?"

น้ำเสียงของเจ้าเมืองหวังเย็นเยียบลง

"ลูกชายข้า ตายเพราะผู้หญิงคนหนึ่งต่อยเพียงหมัดเดียว?"

พ่อบ้านไม่กล้าเงยหน้า

"ขอรับ และดูเหมือนนางไม่ได้มาคนเดียว ยังมีสตรีอีกคนอยู่ด้วย ทั้งสองน่าจะเป็นศิษย์จากสำนักใหญ่"

ปัง!

เจ้าเมืองหวังตบโต๊ะจนไม้เนื้อแข็งแตกร้าว

"สำนักใหญ่แล้วอย่างไร! อยู่ในเมืองของข้า ยังกล้าฆ่าลูกชายข้า!"

ดวงตาของเขาแดงก่ำ เต็มไปด้วยความแค้นและความวิปริต

"พวกมันกล้าทำให้ตระกูลหวังไร้ทายาท เช่นนั้นก็ต้องชดใช้ให้ข้า"

เขาหันไปมองเงามืดด้านข้างห้อง

"เรียกนักฆ่าระดับแก่นทองคำขั้นต้นสามคนมา"

ไม่นานนัก เงาร่างสามสายก็ปรากฏขึ้นในห้องโถงอย่างเงียบงัน แต่ละคนสวมชุดดำปิดหน้า กลิ่นอายคมกริบราวกับคมมีดที่ซ่อนอยู่ในความมืด

หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ

"ท่านเจ้าเมืองต้องการให้พวกเราสังหารใคร"

เจ้าเมืองหวังแสยะยิ้ม

"ไม่ใช่สังหาร"

นักฆ่าทั้งสามเงียบลง

เจ้าเมืองหวังกล่าวชัดถ้อยชัดคำ

"ข้าต้องการให้จับสตรีสองคนนั้นกลับมาแบบเป็น ๆ"

เขาหยิบถุงหินวิญญาณขนาดใหญ่ออกมาโยนลงบนโต๊ะ เสียงหนักแน่นของมันทำให้สายตาของนักฆ่าทั้งสามเปลี่ยนไปทันที

"นี่เป็นค่ามัดจำ หากทำสำเร็จ ข้าจะจ่ายให้อีกสามเท่า"

นักฆ่าคนหนึ่งหรี่ตา

"หากพวกนางเป็นศิษย์สำนักใหญ่ เรื่องนี้อาจยุ่งยาก"

"ยุ่งยากแล้วอย่างไร"

เจ้าเมืองหวังหัวเราะเย็น

"วางยา ลอบโจมตี ใช้ค่ายกล หรือจับตัวคนใกล้ชิดมาบีบก็ได้ ข้าไม่สนวิธีการ"

เขากัดฟันกรอด

"ข้าสนแค่อย่างเดียว"

"พวกเจ้าต้องพาสตรีสองคนนั้นกลับมาคุกเข่าตรงหน้าข้าให้ได้"

บรรยากาศในห้องโถงเย็นลงทันที

เจ้าเมืองหวังยกมือขึ้นช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิต

"ลูกชายข้าตายแล้ว เช่นนั้นพวกนางก็ต้องชดใช้ทั้งชีวิต"

นักฆ่าทั้งสามสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะ


รุ่งเช้า

เซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความทรงจำเมื่อคืนจะค่อย ๆ ไหลกลับเข้ามาในหัวทีละน้อย

นางรีบหันไปมองพื้นข้างเตียงทันที ว่างเปล่า

ยูรันไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

หัวใจของเซี่ยเยว่หลีกระตุกวูบ นางสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมา แล้วรีบกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างลนลาน

"เขา..."

ยังไม่ทันพูดจบ นางก็หันไปอีกด้านหนึ่ง

ใบหน้าของยูรันอยู่ห่างจากนางไม่ถึงคืบ

"..."

"กรี๊ดดดดดดด!"

เซี่ยเยว่หลีร้องลั่น ถอยกรูดจนเกือบตกเตียง ใบหน้าซีดเผือกราวกับเห็นผี หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก

ยูรันนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ มองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"กลัวผีเนี่ยนะ"

เขาเอียงคอเล็กน้อย

"เอาไปเล่าให้ใครฟังคงตลกน่าดู โลกนี้มีวิญญาณเดินเพ่นพ่านอยู่แท้ ๆ"

เซี่ยเยว่หลีหน้าแดงขึ้นมาทันที ทั้งตกใจ ทั้งอับอายจนแทบอยากมุดผ้าห่มหนี

"ก็เจ้าหายไปจากพื้น แถมยังไม่ส่งเสียงอีก พอหันมาใครบ้างจะไม่ตกใจ!"

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

"หมายความว่าเจ้ากลัวข้าหายไป?"

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

จากนั้นใบหน้าของนางก็แดงก่ำกว่าเดิม

"ไม่ใช่!"

นางรีบปฏิเสธทันที

"ใครกลัวเจ้าหายไปกัน!"

ยูรันยิ้มบาง

"เจ้านี่ตลกชะมัด"

เขาลุกขึ้นอย่างสบาย ๆ

"เอาเถอะ ไปข้างนอกกัน"

เซี่ยเยว่หลีระวังตัวขึ้นมาทันที

"ไปไหน?"

ยูรันหยิบผ้าปิดตาขึ้นมาผูกกลับเข้าที่อย่างไม่รีบร้อน

"ข้าจะพาไปดูคนคนหนึ่งแสดงละคร"

เขาหันมายิ้มให้นาง

"อยากดูไหมล่ะ สนุกนะ"

เซี่ยเยว่หลีมองรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจขึ้นมาอย่างประหลาด

[คงไม่ใช่ศิษย์พี่บ้าผู้หญิงอะไรนั่นของเขาหรอกนะ...]

ทั้งสองเดินออกจากหอนางโลมบุปผาพรายอย่างเงียบ ๆ ก่อนมุ่งหน้าไปยังป่านอกเมือง

เซี่ยเยว่หลีเดินตามหลังยูรันอยู่ครึ่งก้าว สายตายังคงระแวงเล็กน้อย

ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งใต้ร่มไม้

ยูรันหยุดเดิน แล้วหันมองไปรอบ ๆ

"น่าจะอยู่แถว ๆ นี้นะ"

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง

"ดูเหมือนเราจะออกมาเร็วไป นั่งกินข้าวรอแล้วกัน"

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

[กินข้าว?]

[บ้ารึเปล่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไหนกินข้าวกัน]

ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไร ยูรันก็หยิบโต๊ะ เก้าอี้ ชาม ตะเกียบ และอาหารหลายจานออกมาวางเรียงอย่างเป็นธรรมชาติ

กลิ่นหอมพลันลอยกระจายไปทั่วบริเวณ

เซี่ยเยว่หลีที่เดิมทีคิดจะเยาะเย้ย กลับเงียบลงทันที

"..."

ยูรันนั่งลงก่อน แล้วเงยหน้ามองนาง

"กินไหม"

เขาชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ

"อร่อยนะ"

เซี่ยเยว่หลีเม้มปาก

ยูรันกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ

"อยากกินก็กิน อย่าปากแข็งนักเลย จุดจบของพวกปากแข็งมักจะอับอายทีหลัง"

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

[...พูดแบบนี้ก็ถูก]

[ในเมื่อเขาเป็นคนชวน ข้าจะลีลาไปทำไม]

คิดได้ดังนั้น นางจึงนั่งลงอย่างเงียบ ๆ แล้วคีบอาหารขึ้นมาหนึ่งคำ

ทันทีที่รสชาติแผ่ซ่านในปาก ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีก็เบิกกว้าง

"..."

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว นางเกิดมาไม่เคยกินอะไรอร่อยเช่นนี้มาก่อน

แม้แต่อาหารในวังที่เคยมีคนบรรจงทำให้ ยังเทียบไม่ได้แม้แต่น้อย

เซี่ยเยว่หลีไม่พูดอะไรอีก นางก้มหน้าก้มตากินต่อทันที

ยูรันมองภาพนั้นแล้วยิ้มบาง ๆ [เด็กเอ้ยเด็กน้อย]

หลังกินข้าวเสร็จ เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในป่านอกเมือง

เย่อ้าวเทียน

วันนี้เขากลับมาอีกครั้ง เพื่อไล่ล่าสัตว์อสูรรอบสอง หลังจากเมื่อวานถูกเล่นงานจนสะบักสะบอมไปไม่น้อย

ยูรันวางตะเกียบลงท"เขามาแล้ว"

พูดจบ เขาก็ลุกขึ้น ก่อนวางมือลงบนไหล่ของเซี่ยเยว่หลี

"เจ้ามานี่"

"เดี๋ยว..."

ยังไม่ทันที่เซี่ยเยว่หลีจะพูดจบ ร่างของนางก็ถูกพาขึ้นไปกลางอากาศ

นางเบิกตากว้าง

ใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองไม่มีสิ่งใดรองรับ แต่ยูรันกลับยืนอยู่อย่างมั่นคง ราวกับอากาศตรงนั้นเป็นพื้นดินจริง ๆ

"เดี๋ยวก่อน เจ้าทำได้อย่างไร"

เซี่ยเยว่หลีก้มมองด้านล่าง แล้วรีบเงยหน้ามองเขา

"ตบะเจ้าแค่สร้างรากฐานไม่ใช่หรือ หากจะเหาะหรือลอยอยู่กลางอากาศได้ อย่างน้อยต้องระดับแปลงเทพ หรือหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขึ้นไปไม่ใช่หรือไง"

ยูรันมองนางอย่างสงบ

"ใครบอกว่าข้าเหาะ"

"..."

"ข้าแค่ยืนบนอากาศ เหมือนยืนบนพื้นเท่านั้น"

เซี่ยเยว่หลีเงียบไปครู่หนึ่ง

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

"อยากเรียนไหมล่ะ เดี๋ยวสอนให้"

เซี่ยเยว่หลีหันขวับมามองเขาทันที

"ได้เหรอ"

นางแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

"วิชาตัวเบาขั้นสูงแบบนี้ เจ้าจะสอนข้าง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ ไม่มีเงื่อนไข?"

"ไม่มี"

ยูรันตอบทันที

"ทำไมเจ้าคิดว่าข้าต้องมีเงื่อนไขล่ะ"

เขาหันไปมองเย่อ้าวเทียนด้านล่าง

"มีแต่พวกมักมากในกามตัณหาราคะ หวังในร่างกายเจ้าเท่านั้นแหละที่จะคิดแบบนั้น"

เซี่ยเยว่หลีชะงัก

นางมองใบหน้าด้านข้างของยูรันอยู่นาน ราวกับยังไม่อาจเชื่อได้ว่าบนโลกนี้จะมีคนพูดเรื่องเช่นนี้ออกมาอย่างง่ายดายจริง ๆ

ยูรันกล่าวต่อ

"เรื่องเรียนไว้ก่อน เขามาแล้ว"

เขาชี้ลงไปด้านล่าง

"เขาชื่อเย่อ้าวเทียน เป็นศิษย์พี่ของข้า คนที่ข้าบอกเจ้าเมื่อคืน"

เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว

"แล้วให้ข้ามาดูเขาทำไม"

"เขาเหมือนจะสมองเลอะเลือนไปแล้ว"

"..."

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"เมื่อวานข้าออกมาทำภารกิจสืบหาต้นตออสูรคลั่งกับศิษย์พี่ศิษย์น้องสามคน อยู่ดี ๆ เขาก็เสนอหน้ามาอยากไปด้วย เลยกลายเป็นสี่คน ตลอดทางบนเรือเหาะ เขาเอาแต่ยืนตากลมอยู่หัวเรือ พอมาถึงเมือง ข้าอยากหาโรงเตี๊ยมพัก แวะกินข้าวก่อน อยู่ดี ๆ เขาก็พูดทำนองว่า..."

ยูรันทำเสียงเรียบ แต่แฝงความเย็นชาเล็กน้อย

"'หึ เจ้ามาพักผ่อนหรือมาทำภารกิจกันแน่ คอยดูให้ดีเถอะ เรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก ข้าจะไปจัดการเอง'"

พูดจบ เขาก็ชี้ลงไปด้านล่างอีกครั้ง

"แล้วก็พุ่งออกไปเลย"

เซี่ยเยว่หลีเงียบไป

ยูรันกล่าวต่ออย่างใจเย็น

"ข้าเลยอยากมาดูสภาพเขาว่าทำภารกิจไปถึงไหนแล้ว"

เขาหันมามองนาง

"แน่นอนว่าเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอกนะ ตบะเขาเทียบเท่าเจ้า ครึ่งก้าวสู่กำเนิดวิญญาณทารก แต่เขามีกายาพิเศษ ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้จนข้ามขั้นได้"

เซี่ยเยว่หลีมองเย่อ้าวเทียนด้านล่างอยู่ครู่หนึ่ง

[ทำไมฟังดูเหมือนศิษย์พี่ของเขาเป็นคนปัญญาอ่อน?]

นางสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ตั้งสมาธิดูเย่อ้าวเทียนที่กำลังสู้อยู่กับสัตว์อสูรอยู้ด้านล่างอย่างน่าเวทนา

[ช่างเถอะ ตั้งใจดูดีกว่า]