ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 64 ข้าต้องฟ้องอาจารย์ให้ลงโทษมันให้ได้
ยูรันมองเย่อ้าวเทียนด้านล่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างเนือย ๆ
“เอาเถอะ ช่วยเขาสักหน่อย แล้วเดี๋ยวข้าจะแนะนำเขาให้รู้จักเจ้าด้วย”
เซี่ยเยว่หลีหันขวับมาทันที
“ห๊ะ? ไม่เอา ข้าไม่อยากรู้จักเขา”
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“ทำไมล่ะ เขาเก่งกว่าเจ้าอีกนะ เพียงแต่ดู... เอ่อ ช่างเถอะ”
“ช่างเถอะของเจ้าฟังดูน่าสงสารกว่าเดิมอีก”
เซี่ยเยว่หลีมองเย่อ้าวเทียนที่กำลังคลานลุกจากโคลนด้านล่าง แล้วขมวดคิ้ว
“อีกอย่าง เจ้าบอกเองว่าเขาเป็นพวกบ้าผู้หญิง ข้าไม่ชอบเขาเลย”
ยูรันพยักหน้า
“ก็จริง”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“แต่เขาทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก จุดประสงค์จริง ๆ ของข้า ก็แค่อยากหาผู้หญิงที่สวยมาก ๆ ในสายตาเขา ไปกวนตีนให้เขากระอักเลือดสักหน่อย”
เซี่ยเยว่หลี “...”
นางกลอกตามองบนทันที
“สรุปจุดประสงค์จริงคือแบบนี้สินะ”
“ใช่”
“เจ้านี่มัน...”
เซี่ยเยว่หลีอ้าปากเหมือนอยากด่า แต่สุดท้ายกลับหาคำเหมาะ ๆ ไม่เจอ
ยูรันมองนางด้วยสีหน้าสงบ
“เจ้าจะช่วยไหม”
เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ
“ข้าต้องทำอะไร”
ยูรันชี้ลงไปด้านล่าง
“ยืนเฉย ๆ ก็พอ แล้วเดี๋ยวข้าจะแนะนำเจ้ากับเขาว่าเจ้าเป็นคนรักของข้า เขากระอักเลือดตายแน่ เพราะเขากำลังโกรธข้าอยู่ที่ข้ามีผู้หญิงสวย ๆ อยู่ใกล้ ๆ แต่เขาไม่มี”
เซี่ยเยว่หลีชะงักทันที
“คะ... คนรัก?”
“ใช่ คนรัก”
ยูรันตอบหน้าตาย
“มันทำไม แค่แกล้งเขาเฉย ๆ เจ้าคิดไปถึงไหนเนี่ย”
ใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีแดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“ใครคิดไปถึงไหนกัน!”
“เจ้าหน้าแดง”
“เพราะข้าโกรธ!”
“อ้อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“โกรธจนหูแดงด้วย”
เซี่ยเยว่หลีรีบยกมือปิดหูทั้งสองข้างทันที
“เจ้าเงียบไปเลย!”
ยูรันยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปมองด้านล่าง
“เอาเถอะ ลงไปช่วยสักหน่อย”
พูดจบ เขาก็พาเซี่ยเยว่หลีร่อนลงจากกลางอากาศอย่างเงียบงัน
ในจังหวะเดียวกัน จิตเทวะที่ผสานกลิ่นอายจิตมารบางเบาก็แผ่ออกไปไร้เสียง มองไม่เห็น ไม่สัมผัสได้ หากไม่ใช่ผู้มีระดับจิตวิญญาณสูงพอ ย่อมไม่มีทางรับรู้ได้เลยแม้แต่น้อย
คลื่นจิตนั้นกวาดผ่านร่างสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งทุกตัว
แกร๊ก...
ผลึกสีม่วงขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในร่างสัตว์อสูรแตกสลายพร้อมกัน
ดวงตาแดงก่ำของพวกมันค่อย ๆ หม่นลง ควันสีม่วงที่ลอยออกจากบาดแผลจางหายไปอย่างรวดเร็ว ความคลุ้มคลั่งทั้งหมดราวกับถูกตัดขาดในพริบตา
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
สัตว์อสูรหลายตัวล้มลงสลบเหมือดทีละตัว ทิ้งไว้เพียงเย่อ้าวเทียนที่ยืนหอบหายใจหนักอยู่กลางวงล้อมด้วยสภาพสะบักสะบอม
เขาเงยหน้ามองไปรอบ ๆ อย่างตกตะลึง
“ใคร!”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
เย่อ้าวเทียนหันขวับไปทันที
ยูรันเดินออกมาจากแนวไม้ด้วยท่าทางสบาย ๆ ข้างกายมีหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งเดินตามมาอย่างเงียบงัน
เซี่ยเยว่หลีแม้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้นัก แต่เมื่อยืนข้างยูรันแล้ว นางก็ยังรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้อย่างดี เพียงแต่แววตาที่มองเย่อ้าวเทียนนั้นแฝงความรังเกียจอยู่จาง ๆ
ยูรันยกมือทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่เย่ พอดีข้าเป็นห่วงท่าน ก็เลยมาดูสักหน่อย แล้วก็อยากถามด้วยว่าตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังเซี่ยเยว่หลีข้างกาย
“ส่วนคนข้าง ๆ ข้านี่คือคนรักของข้าเอง นางชื่อเยว่หลี”
ยูรันไม่ได้เอ่ยนามสกุลของนางออกมา
เย่อ้าวเทียนที่เมื่อครู่สู้จนแทบหมดแรง พลันชะงักค้างไปทันที
คนรัก?
คนรักงั้นรึ?
สายตาของเขาเลื่อนไปยังเซี่ยเยว่หลีโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวตรงหน้างดงามอย่างยิ่ง งดงามจนต่อให้เป็นยอดหญิงในสำนักใหญ่ก็ยังยากจะเทียบได้ กลิ่นอายของนางสูงส่ง เย็นชา และลึกลับ ราวกับดอกไม้บนยอดเขาหิมะที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
แต่คนเช่นนั้น กลับยืนอยู่ข้างยูรัน
ศิษย์น้องตาบอดผู้น่ารังเกียจคนนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องถูกยูรันช่วยเอาไว้ต่อหน้าอีกฝ่ายอีกต่างหาก
ความอับอาย ความริษยา และความโกรธปะทุขึ้นในอกเย่อ้าวเทียนแทบพร้อมกัน เส้นเลือดบนขมับของเขาปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือที่กำกระบี่หักครึ่งสั่นระริกจนแทบได้ยินเสียงกระดูกลั่น
“คนรัก... ของเจ้า?”
เย่อ้าวเทียนเค้นเสียงถาม
ยูรันพยักหน้า
“ใช่”
เซี่ยเยว่หลีหางตากระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เพราะก่อนลงมา ยูรันบอกแล้วว่าให้นางยืนเฉย ๆ ก็พอ
ดังนั้นนางจึงยืนเฉย ๆ จริง ๆ
ทว่าในสายตาของเย่อ้าวเทียน ความเงียบของนางไม่ต่างจากการยอมรับ
ใบหน้าของเขายิ่งบิดเบี้ยวขึ้นกว่าเดิม
[ทำไม... ทำไมมันถึงมีหญิงงามเช่นนี้อยู่ข้างกายอีกแล้ว!]
[มันเป็นเพียงคนตาบอดไร้ประโยชน์แท้ ๆ!]
[ข้าต่างหากที่เป็นศิษย์เอก! ข้าต่างหากที่ควรได้รับสายตาเช่นนั้น!]
เย่อ้าวเทียนกัดฟันจนแทบแตก
“ศิษย์น้องยู ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริง ๆ ข้ากำลังเสี่ยงชีวิตตรวจสอบสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งอยู่ที่นี่ ส่วนเจ้ากลับพาสตรีออกมาเที่ยวเล่นนอกเมือง”
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“ข้าก็ช่วยท่านแล้วนี่”
เย่อ้าวเทียนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก
“อีกอย่าง ท่านตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว ข้ารอฟังอยู่”
“...”
เย่อ้าวเทียนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าซ้ำอีกครั้ง
เขาออกมาทั้งคืน สู้จนสะบักสะบอม เลือดไหลไปไม่รู้เท่าไร สุดท้ายไม่เพียงไม่พบต้นตออะไร กลับเกือบถูกสัตว์อสูรรุมตาย
ส่วนยูรันเพิ่งโผล่มาเพียงครู่เดียว สัตว์อสูรทั้งหมดก็ล้มลงหมดแล้ว
แล้วยังถามเขาว่า “ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว” ด้วยสีหน้าไร้เดียงสาเช่นนั้นอีก
นี่มันหยามเกียรติชัด ๆ
เย่อ้าวเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดความโกรธและความอับอายทั้งหมดลงไป
เขารู้ดีว่าตอนนี้ตนเองไม่ควรเสียกิริยา
โดยเฉพาะต่อหน้าหญิงสาวผู้งดงามเช่นนี้
สีหน้าที่บิดเบี้ยวเมื่อครู่ค่อย ๆ ถูกเขาปั้นกลับมาเป็นรอยยิ้มสงบ แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยเลือดและโคลน แต่เขายังคงฝืนยืดหลังตรง ทำท่าราวกับผู้กล้าที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาอย่างองอาจ
“ศิษย์น้องยู เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
เย่อ้าวเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พยายามทำให้ตนดูสุขุมมากที่สุด
“ข้าไม่ได้พลาดท่า เพียงแต่จงใจยื้อสัตว์อสูรเหล่านี้ไว้ เพื่อสังเกตความผิดปกติของพวกมันให้ชัดเจนเท่านั้น หากสังหารเร็วเกินไป ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าพวกมันถูกสิ่งใดควบคุมอยู่”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนหันสายตาไปยังเซี่ยเยว่หลี
“แม่นางเยว่หลีคงไม่เข้าใจ การออกทำภารกิจของสำนักใหญ่จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความกล้า ผู้ที่เอาแต่หลบอยู่ด้านหลัง ย่อมไม่มีทางเข้าใจความเสี่ยงของการเผชิญหน้าศัตรูโดยตรง”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนอธิบายอย่างสุภาพ
ทว่าสายตากลับไม่ได้สุภาพเลยแม้แต่น้อย
เย่อ้าวเทียนกวาดตามองเซี่ยเยว่หลีตั้งแต่ใบหน้า ลำคอ ไหล่ เอว ลงไปถึงเรือนร่างของนางอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะพยายามปั้นหน้าเป็นผู้ดีเพียงใด แววตาแทะโลมและความโลภในดวงตาก็ยังปิดไม่มิด
เซี่ยเยว่หลีสะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นมาตามสันหลัง
[สายตานั่นมันอะไรกัน... น่ารังเกียจสิ้นดี]
นางขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างเงียบ ๆ แล้วเข้าใกล้ยูรันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยูรันเหลือบมองการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้น ก่อนยิ้มบาง
เย่อ้าวเทียนเห็นนางขยับเข้าใกล้ยูรัน สีหน้าก็แข็งไปแวบหนึ่ง แต่รีบกลบเกลื่อนทันที
“แม่นางเยว่หลีไม่ต้องกังวล ข้าเป็นศิษย์เอกยอดเขาจันทรา เย่อ้าวเทียน หากมีข้าอยู่ ย่อมไม่มีสัตว์อสูรใดทำร้ายเจ้าได้”
เซี่ยเยว่หลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
[แต่เมื่อครู่ เจ้าเหมือนกำลังจะถูกสัตว์อสูรรุมกระทืบอยู่ไม่ใช่หรือไง]
ทว่านางไม่ได้พูดออกมา เพียงกล่าวเสียงเรียบ
“ไม่เป็นไร ข้ามีเขาอยู่แล้ว ท่านแยกไปทำงานของท่านเถอะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าเย่อ้าวเทียนแข็งค้างทันที
ยูรันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม แบบนั้นก็ดี”
เขาหันไปทางเย่อ้าวเทียน ก่อนยกมือโบกเบา ๆ
“งั้นพวกเราไปก่อนนะ ศิษย์พี่เย่”
พูดจบ ยูรันก็พาเซี่ยเยว่หลีเดินจากไปทันที ราวกับไม่คิดจะอยู่ต่อแม้แต่ลมหายใจเดียว
เย่อ้าวเทียนยืนค้างอยู่กับที่
ความโกรธ ความอับอาย และความริษยาอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบระเบิดออกมา
[ข้าต้องฟ้องอาจารย์ให้ลงโทษมันให้ได้!!!]
เขากำกระบี่หักในมือแน่น เส้นเลือดบนแขนปูดขึ้นทีละเส้น ดวงตาจ้องตามแผ่นหลังของทั้งสองคนจนแทบลุกเป็นไฟ
สุดท้าย เขาก็ทนไม่ไหว
“พรวด!”
เลือดคำหนึ่งกระอักออกจากปาก
ยูรันพาเซี่ยเยว่หลีเดินออกมาไกลพอสมควร เมื่อแน่ใจว่าเย่อ้าวเทียนมองไม่เห็นแล้ว เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ ตะกี้เขากระอักเลือดได้จริง ๆ ด้วย”
เซี่ยเยว่หลีหันมามองเขาอย่างพูดไม่ออก
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“เพราะเจ้าเลยนะเนี่ย ขอบใจที่ทำให้ข้าได้ดูอะไรตลก ๆ”
เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ
“เจ้าพาข้ามาเพื่อเรื่องนี้จริง ๆ สินะ”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ก็ส่วนหนึ่ง”
“แล้วอีกส่วนหนึ่งล่ะ”
ยูรันหันกลับไปมองทางป่าด้านหลัง
“เพื่อตรวจสอบผลึกสีม่วงในร่างสัตว์อสูร”
เขาหันกลับมามองเซี่ยเยว่หลี
“เราไปเดินดูสาเหตุกันสักหน่อย เจ้าจะไปไหม”
เซี่ยเยว่หลีเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจำเป็นต้องไปด้วยหรือ”
ยูรันตอบอย่างสงบ
“ถ้าเจ้าเดินกลับคนเดียว แล้วบังเอิญเจอเขากลางทาง เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
เซี่ยเยว่หลีเงียบไปทันที
ยูรันกล่าวต่อเสียงเรียบ
“ดูจากสายตาที่เขามองเจ้าเมื่อครู่ เขาคงตีตราเจ้าเป็นของเขาไปแล้ว”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรังเกียจวาบผ่านแววตา
นางนึกถึงสายตาของเย่อ้าวเทียนเมื่อครู่แล้วรู้สึกขนลุกขึ้นมาอีกครั้ง
[ก็จริง... หากข้ากลับไปคนเดียวแล้วเจอเขาระหว่างทาง คงซวยแน่]
นางเหลือบมองยูรัน
เด็กหนุ่มตรงหน้าพูดจาแปลกประหลาด ชอบแกล้งคน และดูเหมือนจะมีความลับเต็มตัว แต่เมื่ออยู่ข้างเขา นางกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายแบบเดียวกับเย่อ้าวเทียนเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม กลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าไปด้วยก็ได้”
ยูรันพยักหน้า
“ดี งั้นไปกันเถอะ”
เขาหันหน้าไปทางป่าลึก
“ดูเหมือนต้นตอจะอยู่ไม่ไกลเท่าไร”