ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 66 เฮ้อ น่าสมเพชจริงๆ
ตัดภาพกลับมาทางฝั่งยูรันและเซี่ยเยว่หลี
ทั้งสองเดินลึกเข้ามาถึงธารน้ำขนาดใหญ่กลางภูเขา
น้ำในธารควรจะใสสะอาด แต่เวลานี้กลับมีม่านไอสีม่วงบาง ๆ ลอยปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำ ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน ไอม่วงเหล่านั้นจะกระเพื่อมเหมือนหมอกพิษ แล้วค่อย ๆ ซึมกลับลงไปในธารอีกครั้ง
กลางลำธาร อัญมณีสีม่วงก้อนหนึ่งจมอยู่ใต้ผิวน้ำ
มันไม่ใหญ่เท่าฝ่ามือ แต่กลับมองเห็นได้ชัดเจนแม้อยู่ใต้น้ำลึก ผิวของมันส่องแสงวูบไหวราวกับหัวใจที่กำลังเต้น ชีพจรพลังแปลกประหลาดแผ่ออกมาเป็นระลอก ๆ
ใบไม้ที่ลอยผ่านไปแตะไอม่วงเพียงเล็กน้อย ก็เหี่ยวแห้งกลายเป็นผุยผง
ปลาตัวเล็กที่เผลอว่ายเข้าใกล้ ร่างกายกระตุกสองสามครั้ง ก่อนเกล็ดเริ่มปริแตก งอกเป็นหนามเล็ก ๆ แล้วจมลงไปใต้ผิวน้ำอย่างเงียบงัน
ยูรันมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ดูเหมือนจะมาถูกแล้วนะ”
เซี่ยเยว่หลีจ้องอัญมณีสีม่วงกลางธาร ดวงตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้าง
“นั่นมัน...”
ยูรันหันมามองนาง
“หืม เจ้ารู้จักมันด้วยเหรอ”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว สีหน้าจริงจังขึ้นทันที
“รู้จัก มันมีอยู่ในบันทึกพรรคมารของข้า พวกผู้อาวุโสเรียกมันว่า เนตรมารบรรพกาล”
พรืด
ยูรันหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
เซี่ยเยว่หลีหันขวับมามองเขา
“เจ้าหัวเราะอะไร”
ยูรันรีบยกมือขึ้น
“โทษที เนตรมารอะไรนะ”
เซี่ยเยว่หลีถลึงตา
“เนตรมารบรรพกาล!”
ยูรันชี้ไปยังอัญมณีสีม่วงกลางน้ำ
“ไอ้นั่นน่ะนะ”
“ใช่”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ผู้อาวุโสของข้าบอกว่า หากครอบครองมัน มันจะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้ ทำให้พลังมารแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถสู้ข้ามระดับใหญ่ได้เลย”
พรืด
คราวนี้ยูรันหลุดหัวเราะออกมาชัดกว่าเดิม
เซี่ยเยว่หลีหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
“มีอะไรน่าขำกัน!”
ยูรันโบกมือเบา ๆ
“โทษที ๆ เจ้าเข้าใจผิดอยู่สองเรื่อง”
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“หนึ่ง สิ่งนั้นไม่ได้มอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้ แต่มันดูดพลังจากรอบข้างมาเพิ่มให้ตัวเองต่างหาก ไม่เหมือนกัน”
จากนั้นยกนิ้วที่สองขึ้น
“สอง สิ่งนั้นไม่ใช่เนตรมารบรรพกาลอะไรทั้งนั้น เป็นแค่อัญมณีที่ร่วงหล่น”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก
“อัญมณีที่ร่วงหล่น?”
“อืม”
ยูรันมองอัญมณีสีม่วงในธารน้ำ
“ความสามารถของมันคือแพร่กระจายและกัดกิน สิ่งที่ถูกกัดกินจะเกิดการวิวัฒนาการผิดปกติ เช่น สัตว์อสูรบางตัวมีเกราะแปลก ๆ คล้ายเปลือกแมลงงอกตามร่าง บางตัวมีกำลังเพิ่มขึ้น บางตัวฟื้นตัวเร็วขึ้น”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“แต่แลกมาด้วยบางอย่าง เช่น โง่ขึ้น สติน้อยลง ความเจ็บปวดมากขึ้น หรือถูกบังคับให้คลุ้มคลั่งง่ายขึ้น อะไรทำนองนั้น”
เซี่ยเยว่หลีมองอัญมณีก้อนนั้นอีกครั้ง สีหน้าของนางเริ่มซับซ้อน
“หมายความว่า พรรคมารของข้าเข้าใจผิดมาตลอด?”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“หรือไม่ก็น่าจะมีคนจงใจเขียนให้เข้าใจผิดมากกว่านะ”
เซี่ยเยว่หลีเงียบลงทันที
ยูรันยิ้มบาง ๆ
“ชื่อเนตรมารบรรพกาลนี่ก็ฟังดูยิ่งใหญ่ดีนะ แต่ถ้าให้ข้าเรียก ก็คงเป็นหินสำหรับพวกไร้ค่า?”
เซี่ยเยว่หลี “...”
นางเริ่มรู้สึกว่าอยากเตะเขาลงน้ำขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ยูรันกลับชะงักไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อย
“ไม่ดีแล้ว ต้องรีบแล้ว”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
“รีบ?”
“ใช่ ศิษย์พี่กับศิษย์น้องของข้าดูเหมือนจะโดนเจ้าเมืองหวังจับตัวไปแล้ว”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเสริมเสียงเรียบ
“ก็เพราะศิษย์พี่ของข้าไปต่อยหวังรุ่ยอะไรนั่นตาย”
เซี่ยเยว่หลี “...”
นางอยากถามมากว่าเหตุใดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถึงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังเล่าว่าอาหารเช้าหมด
ยูรันไม่ได้เสียเวลาอีก
เขาปล่อยคลื่นจิตเทวะที่ผสานจิตมารแผ่ออกไปครอบคลุมธารน้ำทั้งสาย
อัญมณีสีม่วงกลางน้ำสั่นสะท้านทันที ผิวของมันแตกร้าวเป็นเส้นเล็ก ๆ ก่อนจะระเบิดออกเป็นละอองแสงสีม่วงจาง ๆ
แต่ละอองเหล่านั้นยังไม่ทันแพร่กระจาย ก็ถูกแสงสีเงินบางเบากลืนหายไปจนสิ้น
ม่านไอสีม่วงเหนือผิวน้ำค่อย ๆ จางลงอย่างรวดเร็ว
น้ำในธารกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง
ไกลออกไปในป่า สัตว์อสูรที่เคยคลุ้มคลั่งทยอยหมดสติลง ผลึกสีม่วงเล็ก ๆ ในร่างพวกมันแตกสลายพร้อมกัน ความผิดปกติทั้งหมดค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม
ยูรันหันไปมองเซี่ยเยว่หลี
“ไปกันเถอะ”
ยังไม่ทันที่นางจะตอบ ร่างของนางก็ถูกยูรันพาขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง
พริบตาต่อมา ทั้งสองก็มาถึงหอนางโลมบุปผาพราย
เซี่ยเยว่หลียังไม่ทันตั้งหลัก ยูรันก็ปล่อยนางลงอย่างนุ่มนวล
“เจ้ารออยู่ที่นี่”
เซี่ยเยว่หลีรีบกล่าวทันที
“เดี๋ยว ข้าไปด้วย”
ยูรันหันมามองนาง
“เจ้าจะไปทำไม รออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวเจอศิษย์พี่เย่ เขาแอบจับตัวเจ้าไปจะทำยังไง”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่”
ยูรันยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบา ๆ หนึ่งที
“เดี๋ยวข้ากลับมา เป็นเด็กดีแล้วรออยู่ที่นี่ ตกลงไหม”
เซี่ยเยว่หลีเม้มปาก
“ข้าไม่ใช่เด็ก”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่นางก็ไม่ได้ปัดมือเขาออก
สุดท้ายจึงตอบเสียงเบา
“ก็ได้”
ยูรันพยักหน้า ก่อนหายตัวออกไปจากหอนางโลมทันที
ไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏตัวเหนือแนวกำแพงเมือง
[ไอโง่เย่อ้าวเทียนมันไปอยู่ไหนของมัน]
จิตสัมผัสของเขากวาดผ่านพื้นที่รอบเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็พบกลิ่นอายที่คุ้นเคยไม่ไกลจากกำแพงเมือง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เย่อ้าวเทียนกำลังนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลัง สีหน้าซีดเซียว เสื้อผ้ายังเปื้อนเลือดและโคลนไม่ต่างจากเดิม
ทันใดนั้น เขาลืมตาขึ้น
“ใคร!”
ยูรันร่อนลงตรงหน้าเขาอย่างเงียบงัน
“ข้าเอง”
เย่อ้าวเทียนเห็นยูรัน สีหน้าก็แข็งไปทันที
“เจ้าอีกแล้ว?”
ยูรันไม่เสียเวลาพูดไร้สาระ
“ท่านต้องรีบแล้ว ศิษย์พี่สามกับชิงอวี้โดนเจ้าเมืองหวังจับตัวไปแล้ว”
เย่อ้าวเทียนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“อะไรนะ?!”
เขาลุกพรวดขึ้น
“แล้วเจ้าทำบ้าอะไรอยู่!”
ยูรันตอบอย่างสงบ
“ข้าก็ต้องทำภารกิจสิ จะให้อยู่กับพวกนางตลอดเวลาได้อย่างไร”
เย่อ้าวเทียนกัดฟันแน่น แต่ไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงอีก
เขาหันขวับไปทางจวนเจ้าเมือง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธ
“เจ้าเมืองหวัง... กล้าดีอย่างไร!”
พูดจบ เย่อ้าวเทียนก็ทะยานร่างพุ่งตรงไปยังจวนเจ้าเมืองทันที
ยูรันมองตามหลังเขาไปเงียบ ๆ ก่อนเอียงคอเล็กน้อย
“เฮ้อ น่าสมเพชจริงๆ” กล่าวจบ เขาก็ก้าวตามไป
ภายในห้องลับของจวนเจ้าเมือง
ร่างของหนานอวี้และหลานชิงอวี้ถูกวางอยู่บนเตียงกว้าง แขนขาถูกค่ายกลกดปราณตรึงเอาไว้จนขยับได้เพียงเล็กน้อย
กลิ่นยาสกปรกยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์ของมันทำให้ลมหายใจของทั้งสองเริ่มสับสน พลังปราณในร่างไหลเวียนติดขัดราวกับถูกโคลนเหนียวหนืดอุดตันเส้นชีพจร
หนานอวี้กัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ไอ้สารเลวเอ๊ย...”
เพียะ!
ฝ่ามือของเจ้าเมืองหวังฟาดลงบนใบหน้านางอย่างแรง
ใบหน้าของหนานอวี้สะบัดไปด้านข้าง มุมปากมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่นางกลับหันกลับมาจ้องเขาด้วยสายตาที่แทบจะเผาคนให้ตายได้
เจ้าเมืองหวังยืนอยู่ข้างเตียง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้น
“นังตัวแสบ บังอาจฆ่าลูกชายข้า วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ทั้งชีวิต!”
เขาหัวเราะเสียงต่ำอย่างวิปริต
“ในเมื่อลูกชายข้าตายไปแล้ว พวกเจ้าก็ต้องชดใช้แทนเขา อยู่เป็นของตระกูลหวัง คลอดทายาทแทนลูกชายข้าที่ตายไป!”
หนานอวี้ถ่มเลือดออกมาคำหนึ่ง
“ฝันไปเถอะ ไอ้ขยะ”
เพียะ!
อีกหนึ่งฝ่ามือฟาดลงมา
ใบหน้าของหนานอวี้สะบัดอีกครั้ง ทว่าแววตาของนางยังไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย
หลานชิงอวี้ที่อยู่ข้าง ๆ ฝืนเงยหน้าขึ้น เสียงของนางแผ่วกว่าปกติ แต่ยังคงเย็นชัด
“พวกเราเป็นศิษย์สำนักเมฆาจันทร์... เจ้าคิดว่าทำเรื่องแบบนี้แล้วทางสำนักจะปล่อยเจ้าไปหรือ”
เพียะ!
ฝ่ามือของเจ้าเมืองหวังฟาดลงบนใบหน้าหลานชิงอวี้เช่นกัน
เลือดซึมออกจากมุมปากของนาง
“หุบปาก!”
เจ้าเมืองหวังตวาดเสียงดัง ดวงตาแดงก่ำราวสัตว์ป่า
“ต่อให้เจ้าสำนักมาเอง วันนี้ก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้!”
หนานอวี้พยายามโคจรปราณในร่างอีกครั้ง แต่ค่ายกลกดปราณบนเตียงพลันสว่างวาบ แรงกดทับทะลักเข้ามาในชีพจรจนร่างของนางสั่นสะท้าน
“อึก...”
เจ้าเมืองหวังเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเย็น
“ยังคิดจะต่อต้านอีกหรือ? ข้าเตรียมทั้งยา ทั้งค่ายกล ทั้งยันต์ผนึกปราณไว้หมดแล้ว ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์แค่ไหน วันนี้ก็ไม่มีทางหนีออกไปได้”
หลานชิงอวี้กัดริมฝีปากแน่น
หนานอวี้จ้องเขาอย่างดุดัน
“ถ้าศิษย์น้องข้ามา... เจ้าตายแน่”
เจ้าเมืองหวังชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเสียงดัง
“ศิษย์น้อง? ไอ้เด็กตาบอดนั่นน่ะหรือ?”
เขาแสยะยิ้ม
“ถ้ามันกล้ามา ข้าจะหักแขนหักขามันต่อหน้าพวกเจ้า แล้วให้มันคุกเข่าดูว่าตระกูลหวังลงโทษคนที่กล้าฆ่าลูกชายข้าอย่างไร!”
หนานอวี้ดวงตาเย็นลงทันที
“เจ้าพูดผิดแล้ว”
“อะไร”
นางกัดฟันยิ้ม
“ถ้าเขามา... เจ้าจะไม่มีโอกาสได้คุกเข่าขอร้องด้วยซ้ำ”
สีหน้าของเจ้าเมืองหวังมืดลง
“ปากดีนัก!”