คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 67 จูบข้าหน่อย7,495 ตัวอักษร

ตอนที่ 67 จูบข้าหน่อย

เขายกมือขึ้นอีกครั้ง

ทว่าในจังหวะนั้นเอง พื้นทั้งจวนพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ตูม!!!

เสียงระเบิดกัมปนาทดังสะท้านขึ้นที่หน้าประตูใหญ่จวนเจ้าเมืองทิวาเมฆา

ประตูหยกขาวแกะสลักหนาเตอะพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เศษหินปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วลานหน้า พร้อมกับร่างของผู้คุ้มกันขั้นสร้างรากฐานหลายคนที่กระเด็นกระแทกกำแพงจนกระอักเลือด

ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย

ท่ามกลางฝุ่นนั้น เย่อ้าวเทียนก้าวเข้ามาด้วยสภาพสะบักสะบอม ทว่าแววตากลับแดงก่ำด้วยโทสะ

“ไอ้พวกขยะตระกูลหวัง!”

เสียงคำรามของเขาดังสะท้านไปทั่วจวน

“ส่งตัวศิษย์พี่และศิษย์น้องของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นข้าจะล้างบางจวนเจ้าเมืองแห่งนี้ไม่ให้เหลือซาก!”

พลังปราณสีแดงดำปะทุออกจากร่างของเย่อ้าวเทียน เขากระชับกระบี่หักในมือ ก่อนตวัดฟันออกไปอย่างบ้าคลั่ง

คลื่นกระบี่กวาดผ่านลานหิน

ตูม!

กำแพงด้านหนึ่งพังถล่มลงทันที ผู้คุ้มกันที่พุ่งเข้ามาขวางถูกแรงปะทะซัดกระเด็นจนร้องโหยหวน

“ศัตรูบุก!”

“ปกป้องจวนเจ้าเมือง!”

“รีบแจ้งท่านเจ้าเมืองเร็ว!”

เสียงตะโกนวุ่นวายดังขึ้นทั่วจวน

เย่อ้าวเทียนไม่สนใจใครทั้งนั้น เขาพุ่งตรงเข้าไปด้านในราวกับคนคลุ้มคลั่ง ทุกครั้งที่มีผู้คุ้มกันเข้ามาขวาง กระบี่ในมือเขาก็ฟันออกไปทันทีโดยไม่ลังเล

ไกลออกไปด้านหลัง ยูรันยืนมองภาพนั้นอย่างสงบ

[อืม... ใช้เป็นเครื่องเปิดประตูได้ดีจริง ๆ]

เขาไม่ได้ตามเย่อ้าวเทียนเข้าไปตรง ๆ เพียงกวาดจิตสัมผัสไปรอบจวนอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก เขาก็จับกลิ่นอายของหนานอวี้และหลานชิงอวี้ได้

อยู่ลึกเข้าไปด้านใน

ใต้ตำหนักด้านหลัง

ยูรันหรี่ตาลงเล็กน้อย

[ห้องลับสินะ]

ทัศนะศูนย์!

เสียงวุ่นวายด้านหน้าจวนยังคงดังสนั่น เย่อ้าวเทียนกำลังดึงความสนใจของทุกคนไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ส่วนยูรันก็หายไปจากสายตาของทุกคนในจังหวะนั้นเอง

ภายในห้องลับ

เจ้าเมืองหวังได้ยินเสียงระเบิดจากด้านนอก สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและตื่นตระหนก

“เกิดอะไรขึ้น!”

ยังไม่ทันมีใครตอบ เสียงของบ่าวไพร่ก็ดังลนลานมาจากด้านนอก

“ท่านเจ้าเมือง! มีศิษย์สำนักเมฆาจันทร์บุกเข้ามาขอรับ! เขากำลังทำลายจวนเรา!”

หนานอวี้ที่ถูกตรึงอยู่บนเตียงกัดฟันยิ้มทันที

“มาแล้วสินะ”

หลานชิงอวี้เองก็ฝืนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนยังคงมีประกายความหวัง

เจ้าเมืองหวังหันกลับมามองทั้งสองด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

“คิดว่าจะมีใครช่วยพวกเจ้าได้งั้นหรือ”

หนานอวี้หัวเราะเย็น

“เจ้ากำลังจะรู้เอง”

เจ้าเมืองหวังกัดฟันกรอด ก่อนตะโกนสั่ง

“เพิ่มค่ายกลผนึก! ห้ามให้พวกนางหลุดไปได้เด็ดขาด!”

ทว่าในจังหวะที่เขาหันกลับไปนั้นเอง

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมห้องอย่างเฉื่อยชา

“ไม่ทันแล้วมั้ง”

เจ้าเมืองหวังแข็งค้างทันที

เขาหันขวับไปทางเสียงนั้น

เด็กหนุ่มผ้าปิดตาสีดำยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้

ยูรันเอียงคอเล็กน้อย

“ไง”

เจ้าเมืองหวังหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปครึ่งก้าว

“เจ้า... เจ้าเข้ามาได้ยังไง ที่นี่มีค่ายกลป้องกันตั้งหลายชั้น!”

ยูรันตอบอย่างสงบ

“อ้อ ก็เดินเข้ามาตรง ๆ เลยไง”

“อย่ามาล้อเล่น! ใครเขาเดินผ่านค่ายกลกัน!”

ยูรันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ข้าไง”

เจ้าเมืองหวังเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าอัญมณีสีม่วงออกมาจากอกเสื้อ

“จงมอบพลังให้ข้า!”

แสงสีม่วงระเบิดออกมาปกคลุมร่างของเขาทันที กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มบิดเบี้ยว เสียงเนื้อฉีกขาดดังน่าขนลุก อัญมณีสีม่วงฝังลงกลางอกเขาอย่างรวดเร็ว

ยูรันมองอยู่ครู่หนึ่ง

“เป็นแกใช่ไหมที่เอาหินโง่ ๆ นี่ไปปล่อยไว้ที่ธารน้ำบนเขา”

เจ้าเมืองหวังหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆ ๆ ใช่แล้ว! ถ้าเป็นข้าทำเองแล้วจะทำไม รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว! ตอนนี้ข้าไร้เทียมทาน ไอ้คนตาบอดอย่างแกคิดว่าจะชนะข้าได้รึยังไง ตายซะ—”

แกร๊ก!

ยังไม่ทันพูดจบ คลื่นจิตไร้รูปก็แผ่ออกไปจากตัวยูรัน

อัญมณีสีม่วงกลางอกเจ้าเมืองหวังแตกร้าวทันที

“อ๊ากกก! พลัง... พลังของข้ากำลังหายไป! เจ้า... เจ้า...”

ร่างที่เพิ่งหลอมรวมกับอัญมณีได้ไม่ถึงสามลมหายใจ ค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นควันสีม่วงจาง ๆ แล้วหายไปในอากาศ

ยูรันถอนหายใจ

“เฮ้อ ถ้าเข้าสู้ตามปกติอาจจะพอถ่วงเวลาได้บ้าง ใช้หินของคนโง่ก็จบแบบนี้แหละ”

บ่นเสร็จ เขาก็รีบหันไปช่วยหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่ถูกตรึงอยู่บนเตียง

หนานอวี้หอบหายใจหนัก ดวงตาแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์ยา

“ศิษย์น้อง... ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว”

หลานชิงอวี้กัดริมฝีปาก

“ข้าก็เหมือนกันเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ยู”

โป๊ก! โป๊ก!

ยูรันมะเหงกใส่ทั้งสองคนละที

“อย่ามาเล่นลิ้น เห็นชัด ๆ ว่ายังทนได้”

หลานชิงอวี้จิ๊ปากเบา ๆ

“ชิ ท่านนี่รู้ทันตลอด”

“เลิกเล่น ต้องออกไปก่อน”

ยูรันรีบพาทั้งสองคนออกทางด้านหลังจวน

แต่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล ร่างหนึ่งที่เปื้อนเลือดและสะบักสะบอมก็พุ่งข้ามกำแพงมาขวางไว้พอดี

“ยูรัน!”

เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ตรงนั้น เขาเพิ่งไล่ฆ่าผู้คุ้มกันหน้าจวนเสร็จ ดวงตายังคงแดงก่ำด้วยโทสะ

เมื่อเห็นหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ถูกช่วยออกมาแล้ว เขาก็โยนขวดยาให้ทันที

“ช่วยออกมาได้ก็ดี เอานี่ ยาถอนพิษ ดูเหมือนศิษย์พี่สามกับชิงอวี้จะโดนยาราคะ”

ยูรันรับไว้ มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ยังเหลืออีกสามคนนะ”

เย่อ้าวเทียนแค่นเสียงเย็น

“หึ ก็แค่ขยะแก่นทองขั้นต้นสามตัว ข้าจัดการเอง”

พูดจบ เขาก็พุ่งกลับเข้าไปในจวนทันที

ยูรันพาทั้งสองคนไปยังโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ขอบเมืองที่เงียบและห่างสายตาผู้คนที่สุด ก่อนเปิดห้องพักแล้ววางทั้งสองลงบนเตียง

เขาหยิบยาในขวดออกมาสองเม็ด สีแดงฉานจนดูไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง

“ศิษย์พี่เย่เอายาถอนพิษมาให้ด้วยนะ พวกท่านอยากลองกินไหม”

หนานอวี้หรี่ตา

“ไว้ใจได้รึเปล่า”

หลานชิงอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ

“ข้าไม่ค่อยไว้ใจเท่าไรเจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้า

“ก็ต้องไม่ได้สิ นี่คือยาตะวันดับ ถ้ากินเดี่ยว ๆ เป็นยาฟื้นพลังธรรมดา แต่ถ้ามีฤทธิ์ยาราคะอยู่ก่อน มันจะกระตุ้นให้แรงขึ้นอีกประมาณสองสามเท่า”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“อยากลองไหมล่ะ แต่ข้าแนะนำว่าอย่าดีกว่า”

หนานอวี้กัดฟัน

“หึ ของแค่นี้ เอามา”

หลานชิงอวี้เบิกตา

“ศิษย์พี่สาม!”

แต่ไม่ทันแล้ว หนานอวี้กลืนยาลงไปทันที

ไม่นาน ใบหน้าของนางก็แดงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันตบมือเบา ๆ

“โอ้ ดูเหมือนจะไม่ใช่สามเท่า น่าจะห้าเท่าเลย สุดยอดมาก”

หลานชิงอวี้มองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“ข้าว่านั่นไม่น่าใช่ประเด็นสำคัญนะเจ้าคะ”

หนานอวี้หอบหายใจหนักกว่าเดิม ก่อนพุ่งเข้ามาเกี่ยวคอยูรันไว้

“ศิษย์น้อง... ช่วยข้าถอนพิษเร็วเข้า”

ยูรันมองนางนิ่ง ๆ “ยังไง?”

“จูบข้าหน่อย”

นางพยายามจะโน้มหน้าเข้าไป แต่ถูกเส้นไหมของหลานชิงอวี้ดึงรั้งไว้จากด้านหลัง

หลานชิงอวี้เองก็หน้าแดงก่ำ

“ศิษย์พี่ยู มียาแก้พิษจริง ๆ ไหมเจ้าคะ”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่มี ข้าจะมียาได้ยังไง”

หลานชิงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ถ้า... ถ้าศิษย์พี่ยูเป็นคนแก้พิษให้พวกเราเอง ข้าก็ไม่ติดนะเจ้าคะ”

หนานอวี้พยักหน้ารัว

“ใช่ ศิษย์น้อง จูบข้าเร็วเข้า”

ยูรันมองสตรีสองคนตรงหน้า แล้วถอนหายใจ

[สมองพวกนางโดนยาจนเลอะเลือนไปหมดแล้วรึไง]

“ตกลง”

หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที

“มาเลยเจ้าค่ะ ข้าพร้อม”

หนานอวี้รีบพูดต่อ

“เร็วเข้า ศิษย์น้อง! จูบข้—”

ยังไม่ทันพูดจบ ยูรันก็จิ้มสกัดจุดสองสามตำแหน่งบนร่างของทั้งสองคน

พลังอ่อนโยนแผ่กระจายออกไป ทำให้ร่างกายของพวกนางสงบลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจที่สับสนค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะเดิม

จากนั้นยูรันวางมือลงเหนือจุดตันเถียนของทั้งสอง ใช้พลังจิตดึงพิษที่กระจายอยู่ทั่วร่างออกมารวมไว้ที่ตนเองทีละนิด

ผ่านไปไม่นาน ฤทธิ์ยาทั้งหมดก็ถูกขับออกจากร่างของพวกนางจนสิ้น

หลานชิงอวี้นอนหมดแรงอยู่บนเตียง ก่อนถามเสียงแผ่ว

“แล้วพิษไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ”

ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ

“อ๋อ ก็อยู่กับข้าไง ดูสิ เต็มเลย”

หลานชิงอวี้หน้าแดงขึ้นอีกครั้ง

“ไม่ได้นะเจ้าคะ ให้ข้าเป็นยาถอนพิษให้ศิษย์พี่เถอะเจ้าค่ะ”

หนานอวี้อ่อนปวกเปียกอยู่ข้าง ๆ แต่ยังฝืนพูด

“เจ้าคิดว่าพวกเราไม่สวยใช่ไหม ถึงได้ไม่ยอมให้พวกเราถอนพิษให้”

ยูรันมองทั้งสองคนอย่างเหนื่อยใจ

“สมองพวกท่านนี่เลอะเลือนไปหมดแล้วรึไง ถึงได้เพ้อเจ้อกันแบบนี้ นอนซะ”

พูดจบ เขาก็สกัดจุดให้นางทั้งสองหลับสนิทอย่างสบาย แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย

จากนั้นยูรันหยิบกระดาษออกมาเขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะ

ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้... ภัยพิบัติสัตว์อสูรคลั่งในป่า ข้าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ต้นตออยู่ที่เจ้าเมืองหวัง พวกท่านก็น่าจะเห็นเองแล้ว เพราะงั้นพวกท่านกลับไปรายงานภารกิจได้เลย

พอดีข้ามีธุระต้องทำต่อ จึงล่วงหน้าออกไปก่อน เงินห้าหมื่นเหรียญกับขนมพวกนี้ ข้าทิ้งไว้ให้ พวกท่านจะได้มีอะไรทานระหว่างเดินทางกลับ

ยูรัน

เขียนเสร็จ ยูรันวางถุงเหรียญวิญญาณสองถุงไว้บนโต๊ะ ถุงละห้าหมื่นเหรียญ พร้อมกระเป๋ามิติใบเล็กที่บรรจุขนมหวาน ทาร์ตชีสเยิ้ม และชานมคาราเมลแช่เย็นไว้เต็มพอสมควร

หลังตรวจดูว่าทั้งสองหลับสนิทและปลอดภัยแล้ว เขาจึงหมุนตัวเปิดหน้าต่าง เหินร่างหายลับไปในความมืด

มุ่งตรงกลับไปยังหอนางโลมบุปผาพราย