ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 67 จูบข้าหน่อย
เขายกมือขึ้นอีกครั้ง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง พื้นทั้งจวนพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตูม!!!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสะท้านขึ้นที่หน้าประตูใหญ่จวนเจ้าเมืองทิวาเมฆา
ประตูหยกขาวแกะสลักหนาเตอะพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เศษหินปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วลานหน้า พร้อมกับร่างของผู้คุ้มกันขั้นสร้างรากฐานหลายคนที่กระเด็นกระแทกกำแพงจนกระอักเลือด
ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ท่ามกลางฝุ่นนั้น เย่อ้าวเทียนก้าวเข้ามาด้วยสภาพสะบักสะบอม ทว่าแววตากลับแดงก่ำด้วยโทสะ
“ไอ้พวกขยะตระกูลหวัง!”
เสียงคำรามของเขาดังสะท้านไปทั่วจวน
“ส่งตัวศิษย์พี่และศิษย์น้องของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นข้าจะล้างบางจวนเจ้าเมืองแห่งนี้ไม่ให้เหลือซาก!”
พลังปราณสีแดงดำปะทุออกจากร่างของเย่อ้าวเทียน เขากระชับกระบี่หักในมือ ก่อนตวัดฟันออกไปอย่างบ้าคลั่ง
คลื่นกระบี่กวาดผ่านลานหิน
ตูม!
กำแพงด้านหนึ่งพังถล่มลงทันที ผู้คุ้มกันที่พุ่งเข้ามาขวางถูกแรงปะทะซัดกระเด็นจนร้องโหยหวน
“ศัตรูบุก!”
“ปกป้องจวนเจ้าเมือง!”
“รีบแจ้งท่านเจ้าเมืองเร็ว!”
เสียงตะโกนวุ่นวายดังขึ้นทั่วจวน
เย่อ้าวเทียนไม่สนใจใครทั้งนั้น เขาพุ่งตรงเข้าไปด้านในราวกับคนคลุ้มคลั่ง ทุกครั้งที่มีผู้คุ้มกันเข้ามาขวาง กระบี่ในมือเขาก็ฟันออกไปทันทีโดยไม่ลังเล
ไกลออกไปด้านหลัง ยูรันยืนมองภาพนั้นอย่างสงบ
[อืม... ใช้เป็นเครื่องเปิดประตูได้ดีจริง ๆ]
เขาไม่ได้ตามเย่อ้าวเทียนเข้าไปตรง ๆ เพียงกวาดจิตสัมผัสไปรอบจวนอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เขาก็จับกลิ่นอายของหนานอวี้และหลานชิงอวี้ได้
อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
ใต้ตำหนักด้านหลัง
ยูรันหรี่ตาลงเล็กน้อย
[ห้องลับสินะ]
ทัศนะศูนย์!
เสียงวุ่นวายด้านหน้าจวนยังคงดังสนั่น เย่อ้าวเทียนกำลังดึงความสนใจของทุกคนไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
ส่วนยูรันก็หายไปจากสายตาของทุกคนในจังหวะนั้นเอง
ภายในห้องลับ
เจ้าเมืองหวังได้ยินเสียงระเบิดจากด้านนอก สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น!”
ยังไม่ทันมีใครตอบ เสียงของบ่าวไพร่ก็ดังลนลานมาจากด้านนอก
“ท่านเจ้าเมือง! มีศิษย์สำนักเมฆาจันทร์บุกเข้ามาขอรับ! เขากำลังทำลายจวนเรา!”
หนานอวี้ที่ถูกตรึงอยู่บนเตียงกัดฟันยิ้มทันที
“มาแล้วสินะ”
หลานชิงอวี้เองก็ฝืนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนยังคงมีประกายความหวัง
เจ้าเมืองหวังหันกลับมามองทั้งสองด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“คิดว่าจะมีใครช่วยพวกเจ้าได้งั้นหรือ”
หนานอวี้หัวเราะเย็น
“เจ้ากำลังจะรู้เอง”
เจ้าเมืองหวังกัดฟันกรอด ก่อนตะโกนสั่ง
“เพิ่มค่ายกลผนึก! ห้ามให้พวกนางหลุดไปได้เด็ดขาด!”
ทว่าในจังหวะที่เขาหันกลับไปนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมห้องอย่างเฉื่อยชา
“ไม่ทันแล้วมั้ง”
เจ้าเมืองหวังแข็งค้างทันที
เขาหันขวับไปทางเสียงนั้น
เด็กหนุ่มผ้าปิดตาสีดำยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“ไง”
เจ้าเมืองหวังหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปครึ่งก้าว
“เจ้า... เจ้าเข้ามาได้ยังไง ที่นี่มีค่ายกลป้องกันตั้งหลายชั้น!”
ยูรันตอบอย่างสงบ
“อ้อ ก็เดินเข้ามาตรง ๆ เลยไง”
“อย่ามาล้อเล่น! ใครเขาเดินผ่านค่ายกลกัน!”
ยูรันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“ข้าไง”
เจ้าเมืองหวังเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าอัญมณีสีม่วงออกมาจากอกเสื้อ
“จงมอบพลังให้ข้า!”
แสงสีม่วงระเบิดออกมาปกคลุมร่างของเขาทันที กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มบิดเบี้ยว เสียงเนื้อฉีกขาดดังน่าขนลุก อัญมณีสีม่วงฝังลงกลางอกเขาอย่างรวดเร็ว
ยูรันมองอยู่ครู่หนึ่ง
“เป็นแกใช่ไหมที่เอาหินโง่ ๆ นี่ไปปล่อยไว้ที่ธารน้ำบนเขา”
เจ้าเมืองหวังหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ ใช่แล้ว! ถ้าเป็นข้าทำเองแล้วจะทำไม รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว! ตอนนี้ข้าไร้เทียมทาน ไอ้คนตาบอดอย่างแกคิดว่าจะชนะข้าได้รึยังไง ตายซะ—”
แกร๊ก!
ยังไม่ทันพูดจบ คลื่นจิตไร้รูปก็แผ่ออกไปจากตัวยูรัน
อัญมณีสีม่วงกลางอกเจ้าเมืองหวังแตกร้าวทันที
“อ๊ากกก! พลัง... พลังของข้ากำลังหายไป! เจ้า... เจ้า...”
ร่างที่เพิ่งหลอมรวมกับอัญมณีได้ไม่ถึงสามลมหายใจ ค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นควันสีม่วงจาง ๆ แล้วหายไปในอากาศ
ยูรันถอนหายใจ
“เฮ้อ ถ้าเข้าสู้ตามปกติอาจจะพอถ่วงเวลาได้บ้าง ใช้หินของคนโง่ก็จบแบบนี้แหละ”
บ่นเสร็จ เขาก็รีบหันไปช่วยหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ที่ถูกตรึงอยู่บนเตียง
หนานอวี้หอบหายใจหนัก ดวงตาแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์ยา
“ศิษย์น้อง... ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว”
หลานชิงอวี้กัดริมฝีปาก
“ข้าก็เหมือนกันเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ยู”
โป๊ก! โป๊ก!
ยูรันมะเหงกใส่ทั้งสองคนละที
“อย่ามาเล่นลิ้น เห็นชัด ๆ ว่ายังทนได้”
หลานชิงอวี้จิ๊ปากเบา ๆ
“ชิ ท่านนี่รู้ทันตลอด”
“เลิกเล่น ต้องออกไปก่อน”
ยูรันรีบพาทั้งสองคนออกทางด้านหลังจวน
แต่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล ร่างหนึ่งที่เปื้อนเลือดและสะบักสะบอมก็พุ่งข้ามกำแพงมาขวางไว้พอดี
“ยูรัน!”
เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ตรงนั้น เขาเพิ่งไล่ฆ่าผู้คุ้มกันหน้าจวนเสร็จ ดวงตายังคงแดงก่ำด้วยโทสะ
เมื่อเห็นหนานอวี้กับหลานชิงอวี้ถูกช่วยออกมาแล้ว เขาก็โยนขวดยาให้ทันที
“ช่วยออกมาได้ก็ดี เอานี่ ยาถอนพิษ ดูเหมือนศิษย์พี่สามกับชิงอวี้จะโดนยาราคะ”
ยูรันรับไว้ มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ยังเหลืออีกสามคนนะ”
เย่อ้าวเทียนแค่นเสียงเย็น
“หึ ก็แค่ขยะแก่นทองขั้นต้นสามตัว ข้าจัดการเอง”
พูดจบ เขาก็พุ่งกลับเข้าไปในจวนทันที
ยูรันพาทั้งสองคนไปยังโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ขอบเมืองที่เงียบและห่างสายตาผู้คนที่สุด ก่อนเปิดห้องพักแล้ววางทั้งสองลงบนเตียง
เขาหยิบยาในขวดออกมาสองเม็ด สีแดงฉานจนดูไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่เย่เอายาถอนพิษมาให้ด้วยนะ พวกท่านอยากลองกินไหม”
หนานอวี้หรี่ตา
“ไว้ใจได้รึเปล่า”
หลานชิงอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าไม่ค่อยไว้ใจเท่าไรเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้า
“ก็ต้องไม่ได้สิ นี่คือยาตะวันดับ ถ้ากินเดี่ยว ๆ เป็นยาฟื้นพลังธรรมดา แต่ถ้ามีฤทธิ์ยาราคะอยู่ก่อน มันจะกระตุ้นให้แรงขึ้นอีกประมาณสองสามเท่า”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“อยากลองไหมล่ะ แต่ข้าแนะนำว่าอย่าดีกว่า”
หนานอวี้กัดฟัน
“หึ ของแค่นี้ เอามา”
หลานชิงอวี้เบิกตา
“ศิษย์พี่สาม!”
แต่ไม่ทันแล้ว หนานอวี้กลืนยาลงไปทันที
ไม่นาน ใบหน้าของนางก็แดงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันตบมือเบา ๆ
“โอ้ ดูเหมือนจะไม่ใช่สามเท่า น่าจะห้าเท่าเลย สุดยอดมาก”
หลานชิงอวี้มองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
“ข้าว่านั่นไม่น่าใช่ประเด็นสำคัญนะเจ้าคะ”
หนานอวี้หอบหายใจหนักกว่าเดิม ก่อนพุ่งเข้ามาเกี่ยวคอยูรันไว้
“ศิษย์น้อง... ช่วยข้าถอนพิษเร็วเข้า”
ยูรันมองนางนิ่ง ๆ “ยังไง?”
“จูบข้าหน่อย”
นางพยายามจะโน้มหน้าเข้าไป แต่ถูกเส้นไหมของหลานชิงอวี้ดึงรั้งไว้จากด้านหลัง
หลานชิงอวี้เองก็หน้าแดงก่ำ
“ศิษย์พี่ยู มียาแก้พิษจริง ๆ ไหมเจ้าคะ”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่มี ข้าจะมียาได้ยังไง”
หลานชิงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ถ้า... ถ้าศิษย์พี่ยูเป็นคนแก้พิษให้พวกเราเอง ข้าก็ไม่ติดนะเจ้าคะ”
หนานอวี้พยักหน้ารัว
“ใช่ ศิษย์น้อง จูบข้าเร็วเข้า”
ยูรันมองสตรีสองคนตรงหน้า แล้วถอนหายใจ
[สมองพวกนางโดนยาจนเลอะเลือนไปหมดแล้วรึไง]
“ตกลง”
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“มาเลยเจ้าค่ะ ข้าพร้อม”
หนานอวี้รีบพูดต่อ
“เร็วเข้า ศิษย์น้อง! จูบข้—”
ยังไม่ทันพูดจบ ยูรันก็จิ้มสกัดจุดสองสามตำแหน่งบนร่างของทั้งสองคน
พลังอ่อนโยนแผ่กระจายออกไป ทำให้ร่างกายของพวกนางสงบลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจที่สับสนค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะเดิม
จากนั้นยูรันวางมือลงเหนือจุดตันเถียนของทั้งสอง ใช้พลังจิตดึงพิษที่กระจายอยู่ทั่วร่างออกมารวมไว้ที่ตนเองทีละนิด
ผ่านไปไม่นาน ฤทธิ์ยาทั้งหมดก็ถูกขับออกจากร่างของพวกนางจนสิ้น
หลานชิงอวี้นอนหมดแรงอยู่บนเตียง ก่อนถามเสียงแผ่ว
“แล้วพิษไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“อ๋อ ก็อยู่กับข้าไง ดูสิ เต็มเลย”
หลานชิงอวี้หน้าแดงขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ได้นะเจ้าคะ ให้ข้าเป็นยาถอนพิษให้ศิษย์พี่เถอะเจ้าค่ะ”
หนานอวี้อ่อนปวกเปียกอยู่ข้าง ๆ แต่ยังฝืนพูด
“เจ้าคิดว่าพวกเราไม่สวยใช่ไหม ถึงได้ไม่ยอมให้พวกเราถอนพิษให้”
ยูรันมองทั้งสองคนอย่างเหนื่อยใจ
“สมองพวกท่านนี่เลอะเลือนไปหมดแล้วรึไง ถึงได้เพ้อเจ้อกันแบบนี้ นอนซะ”
พูดจบ เขาก็สกัดจุดให้นางทั้งสองหลับสนิทอย่างสบาย แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย
จากนั้นยูรันหยิบกระดาษออกมาเขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะ
ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้... ภัยพิบัติสัตว์อสูรคลั่งในป่า ข้าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ต้นตออยู่ที่เจ้าเมืองหวัง พวกท่านก็น่าจะเห็นเองแล้ว เพราะงั้นพวกท่านกลับไปรายงานภารกิจได้เลย
พอดีข้ามีธุระต้องทำต่อ จึงล่วงหน้าออกไปก่อน เงินห้าหมื่นเหรียญกับขนมพวกนี้ ข้าทิ้งไว้ให้ พวกท่านจะได้มีอะไรทานระหว่างเดินทางกลับ
ยูรัน
เขียนเสร็จ ยูรันวางถุงเหรียญวิญญาณสองถุงไว้บนโต๊ะ ถุงละห้าหมื่นเหรียญ พร้อมกระเป๋ามิติใบเล็กที่บรรจุขนมหวาน ทาร์ตชีสเยิ้ม และชานมคาราเมลแช่เย็นไว้เต็มพอสมควร
หลังตรวจดูว่าทั้งสองหลับสนิทและปลอดภัยแล้ว เขาจึงหมุนตัวเปิดหน้าต่าง เหินร่างหายลับไปในความมืด
มุ่งตรงกลับไปยังหอนางโลมบุปผาพราย